FAQ
เลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
คำตอบเจาะลึกสำหรับลูกจ้างและนายจ้างเรื่องการเลิกจ้าง ค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และการยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีเมื่อเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
28 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
ค่าชดเชยเลิกจ้างคำนวณตามอายุงานอย่างไร
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 ลูกจ้างทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปีได้ค่าชดเชย 30 วัน ครบ 1 ปีไม่ถึง 3 ปีได้ 90 วัน ครบ 3 ปีไม่ถึง 6 ปีได้ 180 วัน ครบ 6 ปีไม่ถึง 10 ปีได้ 240 วัน ครบ 10 ปีไม่ถึง 20 ปีได้ 300 วัน และตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย น
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 ลูกจ้างทำงานครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปีได้ค่าชดเชย 30 วัน ครบ 1 ปีไม่ถึง 3 ปีได้ 90 วัน ครบ 3 ปีไม่ถึง 6 ปีได้ 180 วัน ครบ 6 ปีไม่ถึง 10 ปีได้ 240 วัน ครบ 10 ปีไม่ถึง 20 ปีได้ 300 วัน และตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย นายจ้างต้องจ่ายทันทีในวันเลิกจ้าง หากไม่จ่ายลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ทันที
ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ใช้กับสัญญาจ้างไม่มีกำหนดเวลาเมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่แจ้งล่วงหน้าครบหนึ่งงวดค่าจ้าง ต้องจ่ายแทนเท่ากับค่าจ้างของงวดที่ขาดแจ้ง ส่วนค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นสิทธิแยกต่างหากที่คำนวณจากอายุงาน ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับทั้งสองส่วนพร้อมกันหากถูกเลิกจ้างกะทันหันโดยไม่มีเหตุผิดร้ายแรง นายจ้างที่จ่ายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งถือว่ายังจ่ายไม่ครบตามกฎหมาย
มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานพิจารณาว่าการเลิกจ้างมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ แยกต่างหากจากประเด็นว่าเลิกจ้างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ แม้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยครบตามกฎหมายแล้วก็อาจถูกฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หากเหตุผลที่แท้จริงไม่สมควร เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างตั้งครรภ์ ร้องเรียนความไม่โปร่งใส หรือใกล้เกษียณเพื่อหลีกเลี่ยงจ่ายเงินบำเหน็จ ศาลมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าชดเชยตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากอายุงาน ตำแหน่ง และความเดือดร้อนที่ได้รับจริง
จริงเฉพาะเมื่อเข้าเหตุตามมาตรา 119 เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับร้ายแรงหลังได้รับหนังสือเตือนแล้ว นายจ้างต้องระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างให้ชัดเจนตรงกับข้อเท็จจริง หากขึ้นศาลแล้วพิสูจน์ไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง ถือว่าไม่เข้าข้อยกเว้นและนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดย้อนหลัง การกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานสอบสวนที่ชัดเจนจึงมีความเสี่ยงสูงมากสำหรับนายจ้าง
หากมีหลักฐานว่านายจ้างข่มขู่ กดดัน หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ลูกจ้างจำต้องยื่นใบลาออก ศาลแรงงานอาจวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างโดยปริยายและให้สิทธิเรียกค่าชดเชยได้เช่นเดียวกับถูกไล่ออก พยานหลักฐานสำคัญคือแชทหรืออีเมลที่แสดงการข่มขู่ บันทึกการประชุมที่มีพยานยืนยัน หรือการเปลี่ยนเงื่อนไขงานลงอย่างผิดปกติก่อนวันลาออก ลูกจ้างที่เผชิญสถานการณ์นี้ควรหลีกเลี่ยงการเซ็นใบลาออกทันทีและปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจ เพราะเมื่อเซ็นแล้วพิสูจน์ย้อนหลังว่าเป็นการบังคับทำได้ยากกว่ามาก
พนักงานทดลองงานที่ทำงานครบ 120 วันขึ้นไปมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเช่นเดียวกับพนักงานประจำหากถูกเลิกจ้างโดยไม่ใช่ความผิดร้ายแรง แม้ยังไม่ผ่านการประเมิน ส่วนกรณีทำงานไม่ถึง 120 วันไม่มีสิทธิรับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ยังมีสิทธิได้รับค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หากสัญญาจ้างเป็นแบบไม่มีกำหนดเวลาและไม่ได้แจ้งล่วงหน้าครบหนึ่งงวดค่าจ้าง นายจ้างที่อ้างเพียงว่าไม่ผ่านทดลองงานโดยไม่มีเอกสารประเมินผลชัดเจนอาจถูกฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้เช่นกัน
สัญญาจ้างที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 118 วรรคสาม คือระบุระยะเวลาแน่นอน งานเสร็จตามโครงการ หรืองานตามฤดูกาลไม่เกินสองปี ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อครบกำหนดตามสัญญา แต่หากนายจ้างเลิกจ้างก่อนครบกำหนดโดยไม่มีเหตุตามมาตรา 119 ถือเป็นการผิดสัญญาที่ต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลือจนครบกำหนดสัญญาเสมือนเป็นค่าเสียหาย นอกจากนี้หากสัญญาไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นข้างต้นอย่างครบถ้วน เช่น มีการต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งจนเข้าลักษณะจ้างต่อเนื่อง ศาลอาจวินิจฉัยว่าต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานรวมด้วย
ตามมาตรา 120 หากการย้ายส่งผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์ไปทำงานสถานที่ใหม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 30 วันนับแต่วันย้ายหรือวันที่ทราบและได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยตามอายุงานปกติ หากนายจ้างไม่แจ้งล่วงหน้าตามกำหนดต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีก 30 วัน ลูกจ้างที่เห็นว่าคำสั่งย้ายไม่เป็นธรรมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
หากปิดกิจการโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 121 อย่างน้อย 60 วันก่อนวันมีผล นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 60 วัน นอกเหนือจากค่าชดเชยตามอายุงานปกติ กรณีลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป ยังมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมตามอายุงานส่วนที่เกิน 6 ปี ปีละ 15 วันแต่ไม่เกิน 360 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย นายจ้างที่ไม่มีเงินจ่ายควรยื่นแผนผ่อนชำระต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อป้องกันการถูกดำเนินคดีอาญาฐานไม่จ่ายค่าชดเชยตามกำหนด
การยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามมาตรา 123 ไม่มีค่าใช้จ่ายและเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินภายใน 60 วันหากพบว่าลูกจ้างมีสิทธิจริง เหมาะกับกรณีข้อเท็จจริงชัดเจนไม่ซับซ้อน เช่น ค่าชดเชยหรือค่าจ้างค้างจ่าย ส่วนการฟ้องศาลแรงงานโดยตรงเหมาะกับประเด็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่ต้องพิสูจน์เจตนาและพยานแวดล้อม เพราะศาลมีอำนาจสั่งค่าเสียหายที่กว้างกว่ารวมถึงการรับกลับเข้าทำงาน ทั้งสองทางไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและลูกจ้างเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งหรือทั้งสองทางพร้อมกันได้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
สิทธิเรียกค่าชดเชยและค่าจ้างค้างจ่ายมีอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยอายุความสำหรับหนี้ค่าจ้าง ส่วนคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ไม่มีอายุความกำหนดตายตัวในกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติศาลมักถือแนวเดียวกับอายุความทั่วไปคือควรฟ้องภายใน 1 ถึง 2 ปีนับแต่วันเลิกจ้างเพื่อไม่ให้ขาดอายุความและเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานที่ยังชัดเจน ลูกจ้างจึงไม่ควรปล่อยเวลานานเกินไปก่อนดำเนินการ
คนงานยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประจำจังหวัดหรือเขตพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานประกอบการ หากทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ไปยื่นที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ตามสังกัดของที่ทำงานนั้น ส่วนกรณีต้องการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแรงงาน ให้ยื่นที่ศาลแรงงานภาคหรือศาลแรงงานกลางซึ่งมีเขตอำนาจครอบคลุมสถานที่ทำงาน โดยทั้งสองช่องทางไม่มีค่าธรรมเนียมศาลใดๆ และลูกจ้างสามารถแจ้งข้อเท็จจริงด้วยวาจาให้เจ้าหน้าที่บันทึกแทนการเขียนคำฟ้องเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทนายมาด้วย กระนั้น หากคดีมีรายละเอียดซับซ้อน ควรขอคำปรึกษาจากทนายความไว้ล่วงหน้าเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้พร้อมก่อนถึงวันนัด
ไม่เสมอไป หนังสือเตือนจำเป็นเฉพาะเมื่อเลิกจ้างด้วยเหตุฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่ร้ายแรงตามมาตรา 119(4) ซึ่งต้องเคยเตือนเป็นหนังสือมาก่อนและกระทำผิดซ้ำภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเตือน ส่วนเหตุร้ายแรง เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนา ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเตือนมาก่อนเพราะเป็นความผิดร้ายแรงในตัวเอง นายจ้างที่เข้าใจผิดว่าทุกกรณีต้องเตือนก่อนอาจปล่อยให้ลูกจ้างกระทำผิดร้ายแรงซ้ำโดยไม่จำเป็น
ตามมาตรา 49 ศาลมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมด้วยอัตราค่าจ้างเดิมได้หากเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่ในทางปฏิบัติศาลมักพิจารณาว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้างยังไว้วางใจกันได้หรือไม่ หากเห็นว่าไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้แล้ว ศาลจะสั่งให้จ่ายค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงาน โดยพิจารณาจากอายุงาน อายุลูกจ้าง ความเดือดร้อน และมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างประกอบกัน ทำให้ในทางปฏิบัติคำสั่งรับกลับเข้าทำงานพบได้น้อยกว่าคำสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติม
ต้องจ่าย ตามมาตรา 67 นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับในปีที่เลิกจ้างและวันหยุดสะสมที่ยังไม่ได้ใช้ตามข้อตกลงหรือข้อบังคับการทำงาน โดยไม่คำนึงว่าเป็นการลาออกเอง เกษียณ หรือถูกเลิกจ้างในกรณีใด เว้นแต่เป็นการเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 119 ซึ่งยังคงต้องจ่ายส่วนนี้อยู่เช่นกันเพราะเป็นสิทธิที่แยกจากค่าชดเชย นายจ้างต้องคำนวณและจ่ายพร้อมกับเงินอื่นในวันสุดท้ายของการทำงาน
ลูกจ้างมีสิทธิขอหนังสือรับรองการทำงานระบุตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน และลักษณะงานได้จากนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 นายจ้างต้องออกให้ตามคำขอโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธหรือระบุข้อความในทางเสียหายที่ไม่เป็นความจริง ส่วนหนังสือเลิกจ้างที่ระบุเหตุผลชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนายจ้างเองมากกว่า เพราะหากไม่ได้ระบุเหตุไว้เป็นหนังสือ นายจ้างจะยกเหตุอื่นขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลภายหลังไม่ได้เลยตามมาตรา 17 วรรคสาม
หากเป็นการลดค่าจ้างหรือปรับตำแหน่งลงโดยลูกจ้างไม่ยินยอมและไม่มีเหตุอันสมควรทางธุรกิจรองรับ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้างซึ่งทำไม่ได้โดยลำพัง หากลูกจ้างจำต้องลาออกเพราะเหตุนี้ ศาลแรงงานสามารถวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างโดยปริยายและให้สิทธิเรียกค่าชดเชยเสมือนถูกเลิกจ้างจริงได้ ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานคำสั่งปรับลด อีเมลแจ้งเปลี่ยนแปลง และบันทึกวันที่ชัดเจนไว้ประกอบการยื่นคำร้องหรือฟ้องคดี
หากนายจ้างให้ลูกจ้างออกก่อนวันที่ระบุในใบลาออกโดยไม่ยินยอมร่วมกัน ถือเป็นนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างเองในช่วงเวลาที่เหลือ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่เหลือจนถึงวันที่ลูกจ้างตั้งใจลาออกจริง และหากช่วงเวลาที่เหลือนั้นทำให้ขาดการแจ้งล่วงหน้าตามกฎหมายก็ต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มด้วย กรณีนี้ไม่ทำให้เกิดสิทธิรับค่าชดเชยตามอายุงานเพราะยังถือว่าลูกจ้างเป็นฝ่ายลาออกเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่านายจ้างใช้โอกาสนี้เลิกจ้างด้วยเหตุอื่นที่ไม่เป็นธรรมแอบแฝงอยู่
โดยหลักทั่วไปหนังสือสละสิทธิที่ลูกจ้างลงชื่อโดยสมัครใจ เข้าใจข้อความ และได้รับเงินตอบแทนที่เหมาะสมมีผลผูกพันและปิดโอกาสฟ้องร้องในประเด็นที่ระบุไว้ได้ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าลงชื่อภายใต้การข่มขู่ ถูกหลอกลวง หรือเงินที่ได้รับต่ำกว่าสิทธิตามกฎหมายอย่างชัดเจนจนไม่สมเหตุสมผล ศาลอาจวินิจฉัยว่าข้อตกลงนั้นใช้บังคับไม่ได้ในส่วนที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ลูกจ้างจึงควรอ่านและปรึกษาก่อนเซ็นเอกสารลักษณะนี้ทุกครั้ง
หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานภายในกำหนดเวลาโดยไม่อุทธรณ์ต่อศาลแรงงาน คำสั่งนั้นถือเป็นที่สุดและมีผลบังคับใช้ได้เสมือนคำพิพากษา ลูกจ้างสามารถขอให้ทางราชการดำเนินการบังคับคดีต่อนายจ้างเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ นอกจากนี้การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งยังเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับหรือจำคุกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีอาญาควบคู่ไปกับการบังคับชำระหนี้ได้
ตามมาตรา 43 นายจ้างห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์โดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับหรือจำคุก และในทางแพ่งลูกจ้างมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องพิสูจน์เหตุผลอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามนายจ้างยังเลิกจ้างได้หากมีเหตุตามมาตรา 119 ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์เลย เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ แต่ภาระการพิสูจน์ว่าไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตกอยู่ที่นายจ้างอย่างหนัก
ตามมาตรา 11/1 กิจการผู้ใช้บริการที่มอบหมายงานให้ลูกจ้างทำในลักษณะเดียวกับลูกจ้างของตนเอง ต้องถือว่าเป็นนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานร่วมกับบริษัทจัดหางานด้วย เมื่อถูกเลิกจ้างลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์อื่นจากทั้งสองฝ่ายร่วมกันได้ ไม่จำกัดเฉพาะบริษัทจัดหางานผู้เป็นนายจ้างตามสัญญาเท่านั้น การยื่นคำร้องจึงควรระบุทั้งสองบริษัทไว้เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผู้รับผิดชอบแทน
ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่แยกต่างหากจากค่าชดเชยเลิกจ้างโดยสิ้นเชิง ลูกจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องส่วนนี้เพิ่มเติมได้แม้จะได้รับค่าชดเชยครบถ้วนแล้ว หลักฐานสำคัญคือบันทึกเวลาเข้าออกงาน คำสั่งให้ทำงานล่วงเวลาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือแชทที่แสดงการมอบหมายงาน และสลิปเงินเดือนย้อนหลังเพื่อเทียบจำนวนที่จ่ายจริงกับที่ควรได้รับ ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในเขตพื้นที่สถานประกอบการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหากนายจ้างยังไม่จ่ายตามคำสั่งภายในกำหนดยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปีเพิ่มเติมด้วย อายุความในการเรียกร้องส่วนนี้อยู่ที่สองปีนับแต่วันที่ค่าจ้างแต่ละงวดควรได้รับ
นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา หรือเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับไม่ได้ตามอำเภอใจ ตามมาตรา 76 การหักทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายอนุญาตไว้ชัดเจน เช่น ภาษี เงินสมทบกองทุนที่ลูกจ้างยินยอม ค่าเสียหายที่ลูกจ้างยินยอมให้หักเป็นหนังสือ หรือหนี้ตามคำพิพากษา และการหักแต่ละครั้งต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ต้องจ่ายในงวดนั้น หากนายจ้างอ้างว่าลูกจ้างทำทรัพย์สินเสียหายหรือเป็นหนี้บริษัทโดยไม่มีหนังสือยินยอมหรือคำพิพากษารองรับ ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการหักและร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ทันที นายจ้างที่ต้องการเรียกหนี้จริงต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีแยกต่างหาก จะนำมาหักออกจากค่าจ้างเองโดยพลการไม่ได้
แม้นายจ้างมีอำนาจบริหารจัดการองค์กรและลดจำนวนพนักงานได้ตามเหตุผลทางธุรกิจ แต่การเลือกปลดบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยไม่มีเกณฑ์ที่เป็นธรรมและเท่าเทียม เช่น เลือกปลดเฉพาะพนักงานที่มีอายุงานมากเพื่อลดภาระค่าชดเชยในอนาคต หรือเลือกปลดเพราะเคยร้องเรียนปัญหาในที่ทำงาน อาจถูกลูกจ้างฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ได้ นายจ้างที่มีเหตุผลทางธุรกิจจริงควรกำหนดเกณฑ์คัดเลือกที่ชัดเจนและเป็นกลาง เช่น ผลประเมินงาน ตำแหน่งที่ยุบเลิก หรือทักษะที่ไม่จำเป็นต่อทิศทางธุรกิจใหม่ พร้อมเก็บเอกสารประกอบการตัดสินใจไว้เป็นหลักฐาน ลูกจ้างที่สงสัยว่าตนถูกเลือกปลดอย่างไม่เป็นธรรมควรรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมทีมที่ตำแหน่งใกล้เคียงกันแต่ไม่ถูกปลดเพื่อประกอบการฟ้องคดี
หากลูกจ้างยังปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติและไม่ได้เป็นโรคต้องห้ามตามมาตรา 41 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งกำหนดเฉพาะโรคติดต่อร้ายแรงบางประเภท การเลิกจ้างโดยอ้างเพียงว่าเจ็บป่วยเรื้อรังหรือพิการโดยไม่มีผลกระทบต่อการทำงานจริง อาจเข้าข่ายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 ได้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการยังห้ามการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการโดยไม่เป็นธรรมในการจ้างงาน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุนี้สามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศควบคู่กับการฟ้องศาลแรงงานได้ พยานหลักฐานสำคัญคือใบรับรองแพทย์ยืนยันว่ายังทำงานได้ตามปกติ และบันทึกผลการประเมินงานก่อนถูกเลิกจ้างที่ไม่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพ
การเลิกจ้างด้วยวาจามีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับเป็นหนังสือ แต่ปัญหาคือการพิสูจน์ ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานแวดล้อมทันที เช่น ข้อความแอปแชทกับหัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลที่ยืนยันว่าไม่ต้องมาทำงานอีก บัตรพนักงานหรือสิทธิเข้าออกที่ถูกระงับ อีเมลแจ้งคืนอุปกรณ์ หรือพยานร่วมงานที่ได้ยินคำสั่ง หากไม่มีหลักฐานใดเลยควรส่งหนังสือถึงนายจ้างทันทีระบุวันเวลาที่ถูกแจ้งเลิกจ้างด้วยวาจาเพื่อให้นายจ้างต้องตอบกลับยืนยันหรือปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคำตอบนั้นเองจะกลายเป็นหลักฐานสำคัญต่อไป
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ค่าชดเชยเลิกจ้างคำนวณตามอายุงานอย่างไร
- ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแตกต่างจากค่าชดเชยอย่างไร
- เลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน คืออะไร
- ไล่ออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงหรือไม่
- ถูกกดดันให้ลาออกเองถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่
- พนักงานทดลองงานถูกเลิกจ้างมีสิทธิอะไรบ้าง
- สัญญาจ้างมีกำหนดเวลาแน่นอนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดต้องจ่ายอะไรบ้าง
- ย้ายสถานประกอบกิจการไปสถานที่อื่น ลูกจ้างไม่ต้องการไปมีสิทธิอะไร
- นายจ้างปิดกิจการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด ต้องจ่ายอะไรเพิ่มจากค่าชดเชยปกติ
- ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานกับฟ้องศาลแรงงานเลือกทางไหนดีกว่ากัน
- คดีแรงงานมีอายุความฟ้องร้องกี่ปี
- ยื่นคำร้องเรื่องเลิกจ้างต้องไปที่หน่วยงานไหน
- ต้องมีหนังสือเตือนก่อนเลิกจ้างเสมอหรือไม่
- ศาลแรงงานสั่งให้รับกลับเข้าทำงานได้จริงหรือ มีเงื่อนไขอย่างไร
- วันลาพักร้อนที่ยังไม่ได้ใช้เมื่อถูกเลิกจ้างได้เงินคืนหรือไม่
- ลูกจ้างมีสิทธิขอหนังสือรับรองการทำงานหรือระบุเหตุเลิกจ้างหรือไม่
- นายจ้างลดเงินเดือนหรือปรับตำแหน่งต่ำลงจนลูกจ้างทนไม่ไหวลาออก ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่
- ลูกจ้างยื่นใบลาออกล่วงหน้าแล้วนายจ้างให้ออกทันทีก่อนครบกำหนด ต้องจ่ายอะไร
- เซ็นหนังสือรับเงินและสละสิทธิเรียกร้องแล้วยังฟ้องได้อีกหรือไม่
- ถูกเลิกจ้างมีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคมหรือไม่
- นายจ้างสั่งจ่ายแล้วไม่ยอมจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานทำอย่างไรต่อ
- เลิกจ้างลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำได้หรือไม่
- ลูกจ้างที่มาจากบริษัทจัดหางาน (outsource) ถูกเลิกจ้างใครต้องรับผิดชอบ
- นายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลาที่ค้างอยู่ก่อนเลิกจ้าง เรียกคืนได้อย่างไร
- ลูกจ้างลาออกเองแล้วนายจ้างอ้างว่าลูกจ้างเป็นหนี้บริษัทหักเงินเดือนสุดท้ายได้หรือไม่
- นายจ้างเลือกปลดพนักงานบางคนออกจากทีมเดียวกันโดยไม่มีเกณฑ์ชัดเจน ถือว่าไม่เป็นธรรมหรือไม่
- เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือพิการโดยยังทำงานได้ปกติ มีความผิดหรือไม่
- ถูกไล่ออกด้วยวาจาไม่มีหนังสือเลิกจ้าง พิสูจน์อย่างไรว่าถูกเลิกจ้างจริง
หัวข้ออื่น
ลูกจ้างที่ส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน และไม่ได้ลาออกเอง มีสิทธิยื่นขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากถูกเลิกจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลาไม่เกิน 180 วัน โดยต้องขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักงานจัดหางานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ว่างงานเพื่อรักษาสิทธิ กรณีลาออกเองได้รับในอัตราที่ต่ำกว่าและระยะเวลาสั้นกว่า ลูกจ้างจึงควรยื่นเรื่องให้ทันกำหนดเวลาเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ