FAQ
การหย่าและการแบ่งสินสมรส
คำตอบเจาะลึกสำหรับคู่สมรสเรื่องการหย่าโดยความยินยอม การฟ้องหย่า เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย และการแบ่งทรัพย์สินหนี้สินระหว่างสามีภริยา
29 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
หย่าโดยความยินยอมกับฟ้องหย่าต่างกันอย่างไร
หย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 ทำได้เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ทั้งเรื่องการหย่า การแบ่งทรัพย์สิน และอำนาจปกครองบุตร โดยไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอพร้อมกัน ใช้เวลาเพียงวันเดียวและไม่มีค่าใช้จ่ายราชการสูง ส่วนการฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 ใ
หย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 ทำได้เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ทั้งเรื่องการหย่า การแบ่งทรัพย์สิน และอำนาจปกครองบุตร โดยไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอพร้อมกัน ใช้เวลาเพียงวันเดียวและไม่มีค่าใช้จ่ายราชการสูง ส่วนการฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 ใช้เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหรือตกลงกันไม่ได้ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวโดยอาศัยเหตุหย่าตามกฎหมายข้อใดข้อหนึ่ง กระบวนการนี้ใช้เวลานานกว่ามากและอาจต้องมีการสืบพยานหากอีกฝ่ายต่อสู้คดี ผู้ที่ยังตกลงกันไม่ได้ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินเหตุฟ้องหย่าและพยานหลักฐานก่อนยื่นฟ้อง
มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้หลายประการ เช่น อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงหรือชายอื่นฉันภริยาหรือสามี ล่วงประเวณี ประพฤติชั่วไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ก็ตาม ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควร วิกลจริตเกินสามปีจนเยียวยาไม่ได้ ผิดทัณฑ์บนที่ทำไว้ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเรื้อรัง หรือมีสภาพร่างกายไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล แต่ละเหตุต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุน เช่น ภาพถ่าย ข้อความสนทนา บันทึกประจำวันตำรวจ หรือใบรับรองแพทย์ ทนายความจะช่วยประเมินว่าข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่ายเข้าเหตุใดและเตรียมพยานหลักฐานให้พร้อมก่อนยื่นฟ้อง
ตามมาตรา 1474 สินสมรส คือ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือระบุว่าเป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว ส่วนสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 ได้แก่ ทรัพย์สินที่มีก่อนสมรส เครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องมือประกอบอาชีพ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือให้โดยเสน่หาที่ไม่ระบุว่าเป็นสินสมรส และของหมั้น เมื่อหย่ากันสินสมรสแบ่งกันคนละครึ่งไม่ว่าใครเป็นผู้หามาได้มากกว่ากัน ส่วนสินส่วนตัวยังคงเป็นของเจ้าของเดิม คู่กรณีควรรวบรวมหลักฐานการได้มาของทรัพย์แต่ละชิ้น เช่น สัญญาซื้อขายก่อนสมรสหรือหนังสือให้ เพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์ใดเป็นสินส่วนตัว
หากบ้านหรือคอนโดซื้อและผ่อนระหว่างสมรสด้วยเงินรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ถือเป็นสินสมรสไม่ว่าชื่อในโฉนดหรือสัญญาเงินกู้จะเป็นของใคร ต้องแบ่งกันคนละครึ่งเมื่อหย่า โดยอาจเลือกขายแล้วแบ่งเงิน หรือฝ่ายหนึ่งซื้อหุ้นส่วนของอีกฝ่ายและรับภาระผ่อนต่อพร้อมโอนชื่อในโฉนดให้ตรงกับผู้ถือครองจริง หากยังมีหนี้จำนองค้างอยู่ต้องประสานกับธนาคารเพื่อทำเรื่องเปลี่ยนตัวผู้กู้หรือรีไฟแนนซ์ใหม่ ทะเบียนหย่าควรระบุรายละเอียดวิธีแบ่งบ้านและภาระหนี้ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยแบ่งทรัพย์ให้
ตามมาตรา 1490 หนี้ร่วมของสามีภริยา ได้แก่ หนี้ที่เกิดจากการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้ที่เกิดจากการงานที่สามีภริยาทำร่วมกัน และหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายได้ให้สัตยาบัน ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ร่วมแม้จะหย่ากันแล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระเต็มจำนวนได้ก่อนแล้วไปไล่เบี้ยเอาส่วนที่อีกฝ่ายต้องรับผิดชอบภายหลัง ส่วนหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับครอบครัวถือเป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ก่อ คู่กรณีจึงควรตรวจสอบและระบุรายการหนี้ทั้งหมดให้ชัดเจนในข้อตกลงหย่า
ตามมาตรา 1526 หากการหย่าเกิดจากความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นทำให้อีกฝ่ายยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงานที่เคยทำระหว่างสมรส ฝ่ายที่ยากจนลงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพจากฝ่ายที่ผิดได้ โดยศาลจะพิจารณาฐานะของทั้งสองฝ่ายและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบการกำหนดจำนวนและระยะเวลา ค่าเลี้ยงชีพนี้แตกต่างจากค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งเป็นสิทธิของบุตรโดยตรง หากตกลงกันได้ควรระบุจำนวนและวิธีชำระไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า หากตกลงไม่ได้ต้องฟ้องเรียกร้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ
หากจดทะเบียนสมรสในประเทศไทยและทั้งสองฝ่ายยินยอมหย่า สามารถจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอในไทยได้เช่นเดียวกับคู่สมรสไทย โดยคู่สมรสต่างชาติต้องนำหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองสถานภาพโสดหรือสมรสจากสถานทูตมาแสดง หากคู่สมรสต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาไทยได้ อาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนหรือใช้วิธีฟ้องหย่าและให้ศาลไทยพิจารณาหากมีเหตุตามกฎหมาย เมื่อหย่าแล้วต้องนำทะเบียนหย่าไปแปลและรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลเพื่อนำไปใช้อ้างอิงในต่างประเทศ ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศอาจต้องพิจารณากฎหมายของประเทศนั้นประกอบด้วยหากมีข้อพิพาทเรื่องการแบ่งทรัพย์
สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศสามารถรับจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอมได้หากทั้งสองฝ่ายเดินทางไปแสดงตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่พร้อมกันและมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายไทย โดยต้องเตรียมหนังสือเดินทาง ทะเบียนสมรสฉบับจริง และแบบฟอร์มบันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและบุตรหากมี ขั้นตอนและเอกสารอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละสถานทูต จึงควรติดต่อสอบถามล่วงหน้าก่อนเดินทางไปดำเนินการ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถไปสถานทูตได้ อาจต้องกลับมาดำเนินการที่ประเทศไทยหรือใช้วิธีฟ้องหย่าในกรณีมีเหตุตามกฎหมาย เมื่อจดทะเบียนแล้วสถานทูตจะส่งเรื่องกลับมาบันทึกที่สำนักทะเบียนกลางในประเทศไทยด้วย
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน หนี้สิน อำนาจปกครองบุตร หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อีกฝ่ายสามารถนำบันทึกดังกล่าวไปฟ้องบังคับคดีต่อศาลได้โดยไม่ต้องพิสูจน์สิทธิใหม่ทั้งหมด จึงควรร่างข้อตกลงให้ครอบคลุมและชัดเจนที่สุดก่อนไปจดทะเบียน เช่น ระบุวันครบกำหนดชำระ วิธีโอนกรรมสิทธิ์ และบทลงโทษหากผิดนัด การให้ทนายความตรวจสอบร่างข้อตกลงก่อนลงนามจะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อความที่คลุมเครือ
ในการหย่าโดยความยินยอม คู่สมรสตกลงกันได้เองว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและระบุไว้ในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า หากตกลงกันไม่ได้ต้องให้ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้ชี้ขาดโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นหลัก เช่น ความสามารถในการเลี้ยงดู ความผูกพัน และความประสงค์ของบุตรหากมีอายุพอสมควร ฝ่ายที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครองยังมีสิทธิเยี่ยมเยียนและมีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัดส่วนรายได้จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ หากภายหลังสภาพการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น ผู้ปกครองละเลยหน้าที่ อีกฝ่ายสามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองต่อศาลได้
คู่ที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย จึงไม่มีสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินด้วยเงินหรือแรงงานของทั้งสองฝ่ายอาจถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามหลักการเป็นเจ้าของร่วมกันในสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายมีส่วนได้ลงทุนหรือช่วยเหลือ หากเกิดข้อพิพาทต้องพิสูจน์การมีส่วนร่วมด้วยหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงินร่วมกันซื้อทรัพย์ หรือพยานบุคคลที่รู้เห็น ส่วนบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์นี้ยังคงมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่บิดาต้องจดทะเบียนรับรองบุตรหรือให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรก่อนจึงจะบังคับสิทธิได้เต็มที่
สัญญาก่อนสมรสตามมาตรา 1465 และ 1466 ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคน และจดแนบไว้ในทะเบียนสมรสในวันจดทะเบียนสมรส หากทำภายหลังจดทะเบียนสมรสแล้วถือเป็นโมฆะ สัญญานี้สามารถกำหนดรายการทรัพย์สินที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ก่อนสมรสหรือกำหนดวิธีจัดการทรัพย์สินระหว่างสมรสแตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดได้ในขอบเขตที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เมื่อหย่ากันศาลจะบังคับตามสัญญาก่อนสมรสสำหรับทรัพย์สินที่ระบุไว้ ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ได้ระบุไว้ยังคงแบ่งตามหลักสินสมรสทั่วไป คู่สมรสที่มีทรัพย์สินมากก่อนสมรสจึงควรพิจารณาทำสัญญานี้เพื่อความชัดเจน
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้สิทธิผู้ถูกกระทำยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครองสวัสดิภาพชั่วคราวได้ทันที เช่น ห้ามอีกฝ่ายเข้าใกล้ที่พักหรือที่ทำงาน กำหนดเงื่อนไขการติดต่อบุตร หรือให้ออกจากบ้านชั่วคราว โดยยื่นคำร้องได้ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวหรือแจ้งตำรวจเพื่อประสานส่งต่อ ควรแจ้งความลงบันทึกประจำวันและไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลของรัฐเพื่อขอใบรับรองแพทย์เก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบทั้งคดีคุ้มครองและคดีฟ้องหย่าที่อาจยกเรื่องทำร้ายร่างกายเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ด้วย การขอความคุ้มครองนี้แยกต่างหากจากกระบวนการหย่าและดำเนินการคู่ขนานกันได้ทันที
ระยะเวลาคดีฟ้องหย่าขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของประเด็นและปริมาณพยานหลักฐาน คดีที่ไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องทรัพย์สินหรือบุตรมากอาจใช้เวลาไม่กี่เดือนตั้งแต่ยื่นฟ้องจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่หากมีการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ มีพยานจำนวนมาก หรือมีการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวและฎีกาต่อศาลฎีกา อาจใช้เวลารวมหลายปีกว่าคดีจะถึงที่สุด ระหว่างการพิจารณาคดีคู่สมรสยังคงสถานะสมรสตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่า จึงยังไม่สามารถไปจดทะเบียนสมรสใหม่ได้ในระหว่างนี้ คู่ความควรปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาว่าการไกล่เกลี่ยหรือเจรจาประนีประนอมจะช่วยย่นระยะเวลาได้หรือไม่
คู่สมรสสามารถถอนฟ้องคดีหย่าได้ทุกเมื่อก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากทั้งสองฝ่ายตกลงคืนดีกัน โดยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอยู่ ศาลจะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและสถานะสมรสยังคงมีผลต่อเนื่องเสมือนไม่เคยฟ้อง หากภายหลังเกิดปัญหาขึ้นอีกและต้องการฟ้องหย่าใหม่ ต้องเริ่มกระบวนการยื่นฟ้องใหม่ทั้งหมดพร้อมเหตุฟ้องหย่าที่เกิดขึ้นใหม่หรือเดิม ข้อควรระวังคือหากเคยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องทรัพย์สินไว้บางส่วนก่อนถอนฟ้อง สัญญานั้นอาจยังมีผลผูกพันอยู่แม้คดีจะจำหน่ายไปแล้ว จึงควรตรวจสอบเอกสารทุกฉบับที่เคยลงนามให้รอบคอบ
หากฝ่ายหญิงเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามีขณะสมรส เมื่อหย่าแล้วสามารถเลือกกลับไปใช้นามสกุลเดิมของตนหรือใช้นามสกุลเดิมของสามีต่อไปก็ได้ตามความสมัครใจ หากประสงค์เปลี่ยนกลับต้องนำใบสำคัญการหย่าไปยื่นคำร้องที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อขอเปลี่ยนชื่อสกุลในทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนใหม่ ค่าธรรมเนียมและเอกสารเป็นไปตามที่กรมการปกครองกำหนด นอกจากนี้ควรแจ้งเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร ประกันสังคม และกรมสรรพากร เพื่อให้เอกสารทางกฎหมายทั้งหมดตรงกับสถานะปัจจุบัน การไม่เปลี่ยนแปลงข้อมูลอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในการทำธุรกรรมทางการเงินภายหลัง
การหย่าไม่ได้ทำให้การระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ หากผู้เอาประกันไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงกับบริษัทประกัน อดีตคู่สมรสยังคงมีสิทธิรับเงินผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต แม้จะหย่าขาดจากกันไปแล้วก็ตาม ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ต้องยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือต่อบริษัทประกันภัยโดยตรงตามแบบฟอร์มที่กำหนด และควรตรวจสอบเอกสารทางการเงินอื่นที่มีการระบุผู้รับผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกัน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบัญชีเงินฝากที่มีคำสั่งโอนเมื่อเสียชีวิต เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับความประสงค์ปัจจุบันหลังการหย่า
หากซื้อคอนโดโดยใช้เงินที่ได้รับมรดกมาระหว่างสมรสทั้งจำนวนและสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินได้ชัดเจน เช่น เอกสารการรับมรดก ใบโอนเงินจากกองมรดก และสัญญาซื้อขายที่ระบุวันเวลาสอดคล้องกัน คอนโดนั้นอาจถือเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายที่รับมรดกตามหลักที่ว่าทรัพย์สินที่ได้จากการแลกเปลี่ยนสินส่วนตัวยังคงเป็นสินส่วนตัว แต่หากมีการนำเงินสินสมรสมาสมทบด้วยแม้เพียงบางส่วน เช่น ค่าใช้จ่ายตกแต่งหรือค่าธรรมเนียมโอนที่จ่ายจากบัญชีร่วม อาจทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างสินสมรสและสินส่วนตัวตามสัดส่วนที่ลงทุนจริง ผู้ที่ต้องการรักษาสถานะสินส่วนตัวควรแยกบัญชีและเก็บหลักฐานการใช้เงินมรดกล้วนๆ ไว้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สะสมขึ้นระหว่างสมรสจากเงินเดือนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือเป็นสินสมรสในส่วนที่สะสมขึ้นระหว่างช่วงเวลาสมรสเท่านั้น ส่วนที่สะสมไว้ก่อนสมรสยังคงเป็นสินส่วนตัวของเจ้าของบัญชี การคำนวณส่วนแบ่งจึงต้องอาศัยเอกสารแสดงยอดสะสมในแต่ละช่วงเวลาจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือบริษัทจัดการกองทุน หากยังไม่ถึงกำหนดเบิกจ่าย เช่น ยังไม่เกษียณ อาจตกลงกันให้แบ่งเมื่อถึงเวลาเบิกจ่ายจริงหรือคำนวณมูลค่าปัจจุบันแล้วให้อีกฝ่ายรับเงินสดชดเชยไปก่อน ควรระบุวิธีการแบ่งอย่างชัดเจนในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเมื่อถึงเวลาเบิกจริง
หากทั้งสองฝ่ายไม่มีบุตร ไม่มีทรัพย์สินหนี้สินร่วมกันมาก และตกลงเรื่องหย่ากันได้ง่าย การหย่าโดยความยินยอมที่สำนักงานเขตอาจดำเนินการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีทนายความ แต่หากมีทรัพย์สินมูลค่าสูง ธุรกิจร่วมกัน หนี้สินซับซ้อน มีบุตรที่ต้องกำหนดอำนาจปกครองและค่าเลี้ยงดู หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมหย่า ควรให้ทนายความเข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนเจรจาเพื่อร่างข้อตกลงให้รัดกุมและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต ในกรณีที่ต้องฟ้องหย่าต่อศาลจำเป็นต้องมีความเข้าใจกระบวนการยื่นฟ้อง การนำสืบพยาน และกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งทนายความที่มีประสบการณ์ด้านคดีครอบครัวจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่ดินที่มีชื่อสามีภริยาถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในโฉนดถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในโฉนดหรือตามที่ตกลงกัน เมื่อหย่าสามารถเลือกแบ่งแยกโฉนดออกเป็นแปลงย่อยตามสัดส่วน ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน หรือฝ่ายหนึ่งซื้อกรรมสิทธิ์ส่วนของอีกฝ่ายและดำเนินการจดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดินให้เหลือชื่อเดียว การดำเนินการทุกกรณีต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมการโอนและอากรแสตมป์หรือภาษีที่เกี่ยวข้องตามที่กรมที่ดินและกรมสรรพากรกำหนด หากตกลงกันไม่ได้ว่าจะแบ่งอย่างไรต้องให้ศาลมีคำสั่งแบ่งทรัพย์สินให้ในคดีฟ้องหย่าหรือคดีแบ่งกรรมสิทธิ์รวมแยกต่างหาก
สัญญาก่อนสมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนแนบไว้พร้อมกับการจดทะเบียนสมรสถือเป็นโมฆะตามมาตรา 1466 แม้คู่สมรสจะได้ลงลายมือชื่อในสัญญาไว้ล่วงหน้าและมีพยานครบถ้วนก็ตาม ผลคือเมื่อหย่ากันทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกแบ่งตามหลักสินสมรสและสินส่วนตัวตามกฎหมายทั่วไป โดยไม่นำเงื่อนไขพิเศษในสัญญานั้นมาบังคับใช้ คู่สมรสที่พบว่าตนอยู่ในสถานการณ์นี้ควรตรวจสอบว่ามีหลักฐานอื่นที่แสดงเจตนาแบ่งแยกทรัพย์สินไว้ล่วงหน้าหรือไม่ เช่น การถือกรรมสิทธิ์แยกชื่อกันตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจใช้เป็นข้อสนับสนุนในการเจรจาต่อรองแบ่งทรัพย์นอกศาลได้แม้สัญญาหลักจะเป็นโมฆะ
คำพิพากษาหย่าของศาลไทยหรือทะเบียนหย่าที่จดที่อำเภอในประเทศไทยสามารถนำไปใช้อ้างอิงในต่างประเทศได้ แต่โดยทั่วไปต้องผ่านการรับรองเอกสารจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนนำไปยื่นต่อหน่วยงานของประเทศปลายทาง และบางประเทศอาจกำหนดให้ต้องแปลเป็นภาษาราชการของประเทศนั้นโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาต การที่ประเทศปลายทางจะยอมรับผลของคำพิพากษาหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของประเทศนั้นด้วย เช่น บางประเทศอาจต้องการให้มีการยื่นคำร้องรับรองคำพิพากษาต่างประเทศต่อศาลท้องถิ่นก่อน ผู้ที่จะนำไปใช้ในต่างประเทศจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของประเทศนั้นล่วงหน้าหรือปรึกษาทนายความในประเทศดังกล่าวประกอบด้วย
ตามมาตรา 1536 กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กที่เกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีเดิม แม้จะหย่ากันไปแล้วก็ตาม ข้อสันนิษฐานนี้สามารถหักล้างได้หากพิสูจน์ได้ว่าในช่วงเวลาตั้งครรภ์ภริยาไม่ได้อยู่ร่วมกับสามีหรือมีหลักฐานทางการแพทย์ เช่น ผลตรวจดีเอ็นเอ ยืนยันว่าไม่ใช่บุตรของสามีเดิม การฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตรต้องยื่นต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1541 ซึ่งโดยทั่วไปคือภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุที่จะฟ้องได้ ผู้ที่ต้องการดำเนินการเรื่องนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานและระยะเวลาที่ยังฟ้องได้
คู่สมรสสามารถขอใช้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทั้งก่อนฟ้องคดีผ่านศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลหรือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นศาลผ่านผู้ประนีประนอมที่ศาลแต่งตั้ง การไกล่เกลี่ยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาต่อรองเรื่องทรัพย์สิน หนี้สิน และบุตรได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเหมือนการพิจารณาคดีในศาล และมักใช้เวลาสั้นกว่าการต่อสู้คดีเต็มรูปแบบ หากไกล่เกลี่ยสำเร็จ ผลการตกลงจะถูกจัดทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมได้ ทำให้มีผลบังคับได้เช่นเดียวกับคำพิพากษา หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จคดีก็ยังสามารถดำเนินต่อไปตามกระบวนการฟ้องหย่าปกติได้โดยไม่เสียสิทธิ
โดยหลักการแบ่งสินสมรสมักดำเนินการพร้อมกับกระบวนการหย่าเอง แต่หากมีทรัพย์สินบางส่วนที่ตกหล่นหรือเพิ่งค้นพบภายหลัง เช่น บัญชีเงินฝากที่อีกฝ่ายปกปิดไว้ คู่สมรสที่เสียหายมีสิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งได้ แต่ต้องดำเนินการภายในอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งกำหนดอายุความสิบปีสำหรับกรณีที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้หรือวันที่รู้ถึงการมีอยู่ของทรัพย์สินนั้น ผู้ที่พบทรัพย์สินตกหล่นภายหลังการหย่าจึงควรรีบรวบรวมหลักฐานและปรึกษาทนายความโดยเร็วเพื่อไม่ให้ขาดอายุความ
หากศาลหรือบันทึกท้ายทะเบียนหย่ากำหนดให้ทั้งสองฝ่ายมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกันหรือกำหนดสิทธิเยี่ยมเยียนไว้ชัดเจน ฝ่ายที่ต้องการพาบุตรย้ายไปอยู่ต่างประเทศถาวรควรได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายก่อน มิฉะนั้นอาจถูกอีกฝ่ายฟ้องร้องว่าเป็นการละเมิดอำนาจปกครองหรือขัดขวางสิทธิเยี่ยมเยียน หากตกลงกันไม่ได้ฝ่ายที่ต้องการย้ายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการปกครองหรือขออนุญาตย้ายถิ่นที่อยู่ของบุตรได้ โดยศาลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นสำคัญ รวมถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้ปกครองอีกฝ่าย การดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่ปัญหาการพาบุตรออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- หย่าโดยความยินยอมกับฟ้องหย่าต่างกันอย่างไร
- เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายมีอะไรบ้าง
- สินสมรสกับสินส่วนตัวแยกกันอย่างไร
- บ้านหรือคอนโดที่ผ่อนร่วมกันระหว่างสมรสแบ่งอย่างไรเมื่อหย่า
- หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกันอย่างไร
- ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสหลังหย่าเรียกร้องได้ในกรณีใด
- หย่ากับคู่สมรสชาวต่างชาติต้องดำเนินการอย่างไร
- จดทะเบียนหย่าที่สถานทูตไทยในต่างประเทศทำได้หรือไม่
- ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่
- อำนาจปกครองบุตรหลังหย่ากำหนดอย่างไร
- อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส แยกทางแบ่งทรัพย์อย่างไร
- สัญญาก่อนสมรสมีผลต่อการแบ่งทรัพย์เมื่อหย่าอย่างไร
- สงสัยว่าคู่สมรสซ่อนทรัพย์สินก่อนหย่าทำอย่างไรได้บ้าง
- ถูกทำร้ายร่างกายระหว่างรอหย่าขอความคุ้มครองฉุกเฉินได้ไหม
- คดีฟ้องหย่าใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะถึงที่สุด
- ยื่นฟ้องหย่าไปแล้วสามารถกลับมาคืนดีและถอนฟ้องได้หรือไม่
- หลังหย่าต้องเปลี่ยนนามสกุลและบัตรประชาชนหรือไม่
- กรมธรรม์ประกันชีวิตที่ระบุคู่สมรสเป็นผู้รับผลประโยชน์ต้องเปลี่ยนหรือไม่หลังหย่า
- ซื้อคอนโดด้วยเงินที่ได้รับมรดกระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่
- หุ้นในบริษัทที่ก่อตั้งระหว่างสมรสแบ่งอย่างไรเมื่อหย่า
- เงินบำเหน็จบำนาญหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นสินสมรสหรือไม่
- กรณีใดที่ควรจ้างทนายความช่วยดำเนินการหย่าแทนที่จะหย่ากันเอง
- ที่ดินที่มีชื่อทั้งสามีภริยาถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันแบ่งอย่างไรเมื่อหย่า
- ทำสัญญาก่อนสมรสแต่ลืมจดแนบทะเบียนสมรสมีผลอย่างไร
- คำพิพากษาหย่าของศาลไทยนำไปใช้ในต่างประเทศได้หรือไม่
- บุตรที่เกิดหลังหย่าไม่ถึง 310 วันสันนิษฐานว่าเป็นบุตรของสามีเดิมหรือไม่
- ก่อนฟ้องหย่าสามารถใช้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทช่วยได้หรือไม่
- การเรียกร้องแบ่งสินสมรสหลังหย่ามีอายุความหรือไม่
- อดีตคู่สมรสต้องการพาบุตรย้ายไปอยู่ต่างประเทศต้องขออนุญาตหรือไม่
หัวข้ออื่น