FAQ
ค่าธรรมเนียมราชการรายขั้น เข้าใจว่าเงินที่จ่ายไปเป็นค่าอะไร
อธิบายว่าค่าธรรมเนียมที่หน่วยงานเรียกเก็บเกิดขึ้นตอนไหนของกระบวนการ ใครเป็นผู้รับเงิน ออกหลักฐานแบบใด และเหตุใดยอดจึงเปลี่ยนตามจำนวนฉบับ จำนวนรายการ หรือจำนวนครั้งที่ยื่นซ้ำ
14 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
ค่าธรรมเนียมราชการต่างจากค่าดำเนินงานของผู้ช่วยอย่างไร
ค่าธรรมเนียมราชการคือเงินที่หน่วยงานของรัฐเรียกเก็บตามอัตราที่ประกาศไว้ ผู้จ่ายจะได้ใบเสร็จในนามหน่วยงานนั้นและตรวจย้อนได้จากเลขรับคำขอ ส่วนค่าดำเนินงานเป็นเรื่องระหว่างท่านกับผู้ที่ช่วยจัดเตรียมเอกสารและติดตามเรื่อง สองก้อนนี้ควรแยกบรรทัดกันในใบสรุปเสมอ เพราะก้อนแรกเปลี่ยนไม่ได้
ค่าธรรมเนียมราชการคือเงินที่หน่วยงานของรัฐเรียกเก็บตามอัตราที่ประกาศไว้ ผู้จ่ายจะได้ใบเสร็จในนามหน่วยงานนั้นและตรวจย้อนได้จากเลขรับคำขอ ส่วนค่าดำเนินงานเป็นเรื่องระหว่างท่านกับผู้ที่ช่วยจัดเตรียมเอกสารและติดตามเรื่อง สองก้อนนี้ควรแยกบรรทัดกันในใบสรุปเสมอ เพราะก้อนแรกเปลี่ยนไม่ได้และไม่ขึ้นกับใครทำเรื่อง ขณะที่ก้อนหลังขึ้นกับขอบเขตงานที่ตกลง
ส่วนใหญ่จ่ายสามจุด คือตอนยื่นคำขอ ตอนที่เจ้าหน้าที่รับจดหรืออนุมัติ และตอนขอคัดสำเนาหรือหนังสือรับรองเพื่อนำไปใช้ต่อ บางเรื่องมีค่าตรวจสอบหรือค่าประกาศเพิ่มระหว่างทาง หลักที่ใช้ได้ทั่วไปคืออย่าคาดว่ายอดทั้งหมดจะจบในครั้งเดียว ควรเตรียมเงินสำรองสำหรับขั้นออกเอกสารตอนท้ายไว้ด้วยเสมอ
ควรออกในชื่อผู้ที่จะใช้เอกสารนั้นทางกฎหมาย เช่น บริษัทที่เป็นผู้ยื่นคำขอ หรือบุคคลที่เป็นเจ้าของสิทธิ ถ้าให้ผู้อื่นไปยื่นแทนโดยใช้หนังสือมอบอำนาจ ชื่อในใบเสร็จก็ยังควรเป็นผู้มอบอำนาจ เพราะฝ่ายบัญชีต้องบันทึกรายจ่ายให้ตรงกับนิติบุคคลที่ได้ประโยชน์ และหน่วยงานอาจขอดูใบเสร็จเดิมเมื่อมีการแก้ไขรายการภายหลัง
เพราะอัตราหลายรายการคิดต่อฉบับหรือต่อหน้า เช่น หนังสือรับรอง สำเนาที่รับรองความถูกต้อง และการคัดเอกสารจากสารบบ วิธีลดค่าใช้จ่ายที่ได้ผลจริงคือประเมินก่อนว่าปลายทางแต่ละแห่งขอฉบับจริงกี่ชุด หลายหน่วยงานรับสำเนาที่ลงชื่อรับรองเองได้ จึงไม่จำเป็นต้องขอฉบับที่หน่วยงานออกให้ทุกชุด
ขึ้นกับว่าคำขอเดิมถูกยกเลิกหรือเพียงถูกให้แก้ในสำนวนเดิม ถ้ายังเป็นเรื่องเดียวกันและอยู่ในกำหนดที่เจ้าหน้าที่ให้มาแก้ไข มักไม่ต้องเสียค่าคำขอใหม่ แต่ถ้าเลยกำหนดจนคำขอตกไป การเริ่มใหม่จะมีค่าใช้จ่ายอีกรอบ จึงควรจดวันครบกำหนดแก้ไขไว้ทันทีที่ได้รับหนังสือ และเก็บสำเนาหนังสือแจ้งให้แก้ไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง
คดีที่มีทุนทรัพย์คิดตามฐานจำนวนเงินที่เรียกร้องตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และมีเพดานสำหรับทุนทรัพย์สูง ส่วนคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์คิดเป็นจำนวนคงที่ นอกจากนี้ยังมีค่าส่งหมายซึ่งคิดตามระยะทางและจำนวนผู้ถูกฟ้อง สิ่งที่หลายคนไม่ทราบคือหากชนะคดี ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายแพ้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมคืน แต่การได้คืนจริงยังต้องผ่านขั้นบังคับคดี
โดยทั่วไปมีค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซึ่งคิดจากราคาประเมิน ค่าอากรแสตมป์หรือภาษีธุรกิจเฉพาะตามลักษณะการขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าคำขอกับค่าคัดเอกสารประกอบ ยอดรวมจึงต่างกันมากระหว่างการขายที่ถือครองยาวและการขายที่ถือครองสั้น ควรให้เจ้าหน้าที่ประเมินคำนวณให้ดูก่อนวันโอนเพื่อตกลงกันว่าใครออกส่วนใด
ช่วงจดตั้ง ช่วงจดแก้ไขรายการ และช่วงขอหนังสือรับรองหรือคัดสำเนาเอกสาร การแก้ไขบางอย่างที่ดูเล็ก เช่น เปลี่ยนที่ตั้งข้ามเขตหรือแก้วัตถุที่ประสงค์ อาจต้องยื่นหลายรายการในคราวเดียวและมีค่าธรรมเนียมแยกรายการ ทางที่ประหยัดกว่าคือรวมการแก้ไขที่วางแผนไว้ให้ยื่นพร้อมกัน แทนการยื่นทีละเรื่องห่างกันหลายเดือน
มักมีสามชั้น คือชั้นแปลและตรวจคำแปล ชั้นรับรองของหน่วยงานไทยที่ดูแลการรับรองเอกสาร และชั้นรับรองของสถานทูตหรือกระบวนการตามอนุสัญญาที่ประเทศปลายทางใช้ แต่ละชั้นคิดต่อฉบับ ดังนั้นเอกสารชุดใหญ่จะเห็นความต่างชัด การถามปลายทางก่อนว่าต้องการเอกสารรายการใดจริงจึงช่วยลดจำนวนฉบับที่ต้องผ่านทั้งสามชั้น
หลายหน่วยงานรับทั้งเงินสด บัตร และการโอนผ่านระบบชำระเงินของรัฐ แต่บางเคาน์เตอร์ยังรับเฉพาะเงินสดหรือกำหนดวงเงินต่อรายการ ถ้าเรื่องต้องจ่ายหลายรายการในวันเดียว ควรเตรียมทั้งเงินสดและช่องทางโอนสำรองไว้ และถ่ายรูปสลิปทุกใบเก็บคู่กับเลขรับคำขอ เพราะสลิปกระดาษซีดเร็วและมักถูกขอตรวจย้อนหลัง
เพราะบางรายการคำนวณได้เมื่อเห็นเอกสารครบ เช่น ราคาประเมินที่ใช้เป็นฐาน จำนวนหน้าของเอกสารที่ต้องคัด จำนวนคู่กรณีที่ต้องส่งหมาย หรือจำนวนรายการแก้ไขที่นายทะเบียนสั่งเพิ่ม ประมาณการที่ดีจึงควรระบุช่วงและระบุด้วยว่าตัวแปรใดทำให้ยอดขยับ ไม่ควรให้ตัวเลขเดียวโดยไม่มีเงื่อนไข
ค่าธรรมเนียมที่หน่วยงานรัฐเรียกเก็บตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปไม่ใช่รายการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ค่าบริการของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีภาษีในส่วนของตน จึงต้องดูใบเสร็จให้ชัดว่ารายการใดเป็นเงินส่งรัฐและรายการใดเป็นค่าบริการ ฝ่ายบัญชีจะบันทึกและใช้เครดิตภาษีได้ถูกต้องเมื่อสองส่วนนี้แยกกันตั้งแต่ต้น
แนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือกันงบสำรองสำหรับขั้นออกเอกสารและขั้นแก้ไขไว้ต่างหากจากยอดที่ประมาณไว้ตอนเริ่ม เพราะสองขั้นนี้เกิดขึ้นเกือบทุกเรื่องและมักถูกลืม เมื่อวางแผนไว้ล่วงหน้าเรื่องจะไม่หยุดกลางทางเพียงเพราะรอเบิกเงินเพิ่ม ซึ่งการหยุดรอมักทำให้เสียคิวและต้องเริ่มติดตามใหม่
ควรเขียนแยกเป็นรายการ ไม่ใช่เขียนรวมว่าฝ่ายใดออก "ค่าใช้จ่ายทั้งหมด" เพราะคำกว้างเช่นนี้เป็นต้นเหตุข้อพิพาทตอนถึงวันจดทะเบียน ทางที่ปลอดภัยคือระบุชื่อรายการ ฐานคำนวณ และสัดส่วนที่แต่ละฝ่ายรับ พร้อมกำหนดว่าถ้ามีรายการใหม่ที่ไม่ได้ระบุไว้ให้ตกลงกันเป็นหนังสือก่อนชำระ
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ค่าธรรมเนียมราชการต่างจากค่าดำเนินงานของผู้ช่วยอย่างไร
- ปกติต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตอนไหนของกระบวนการ
- ใบเสร็จควรออกในชื่อใคร
- ทำไมยอดเพิ่มขึ้นตามจำนวนฉบับ
- ถ้าเจ้าหน้าที่ให้แก้เอกสารแล้วยื่นใหม่ ต้องจ่ายซ้ำไหม
- ค่าขึ้นศาลคิดอย่างไร
- ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานที่ดินมีอะไรบ้าง
- งานทะเบียนบริษัทมีค่าธรรมเนียมช่วงใด
- งานรับรองเอกสารมีค่าธรรมเนียมกี่ชั้น
- จ่ายค่าธรรมเนียมด้วยวิธีใดได้
- ทำไมประมาณการค่าธรรมเนียมตอนแรกกับยอดจริงไม่เท่ากัน
- ค่าธรรมเนียมราชการมีภาษีมูลค่าเพิ่มไหม
- ควรกันงบสำรองไว้เท่าไร
- ในสัญญาควรเขียนเรื่องใครออกค่าธรรมเนียมอย่างไร
หัวข้ออื่น