FAQ
ข้อพิพาทสัญญาแฟรนไชส์
คำถามของทั้งเจ้าของแบรนด์และผู้ซื้อสิทธิ ตั้งแต่เอกสารเปิดเผยข้อมูลก่อนเซ็น ค่าสิทธิและค่าการตลาด การกำหนดเขตพื้นที่ การบอกเลิกกลางสัญญา จนถึงสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้หลังสัญญาสิ้นสุด
14 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
ก่อนเซ็นควรขอเอกสารอะไรจากเจ้าของแบรนด์
ขอหลักฐานความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วในประเทศไทย รายชื่อสาขาที่เปิดและที่ปิดไปในสามปีล่าสุด งบการเงินของผู้ให้สิทธิ โครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบบังคับซื้อ และร่างสัญญาฉบับเต็มก่อนวางเงินจอง ตัวเลขยอดขายที่ผู้ขายสิทธิยกมาอ้างควรขอเป็นเอกสา
ขอหลักฐานความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วในประเทศไทย รายชื่อสาขาที่เปิดและที่ปิดไปในสามปีล่าสุด งบการเงินของผู้ให้สิทธิ โครงสร้างค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมค่าอุปกรณ์และวัตถุดิบบังคับซื้อ และร่างสัญญาฉบับเต็มก่อนวางเงินจอง ตัวเลขยอดขายที่ผู้ขายสิทธิยกมาอ้างควรขอเป็นเอกสารที่ระบุที่มา ไม่ใช่คำบอกเล่าในการนำเสนอ
ผู้รับสิทธิอาจลงทุนตกแต่งร้านและสร้างฐานลูกค้าไว้กับชื่อที่ผู้อื่นสามารถเข้ามาอ้างสิทธิทับได้ในภายหลัง หรือถูกสั่งให้เปลี่ยนป้ายกลางทาง ควรตรวจสถานะคำขอที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยตนเองก่อน และหากยังอยู่ระหว่างพิจารณา ให้ระบุในสัญญาว่าผู้ให้สิทธิรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสียหายหากสุดท้ายใช้ชื่อนั้นต่อไม่ได้
ต้องเขียนให้ชัดว่าฐานคิดคือยอดขายก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม หักส่วนลดที่ให้ลูกค้าจริงและยอดคืนสินค้าหรือไม่ รายได้จากช่องทางเดลิเวอรีที่แพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชันไปแล้วนับอย่างไร และรายได้จากการขายสินค้าที่ไม่ใช่เมนูหลักอยู่ในฐานหรือไม่ ข้อพิพาทเรื่องค่าสิทธิส่วนใหญ่เกิดจากคำว่ายอดขายที่ไม่ได้นิยามไว้ ไม่ใช่จากอัตราร้อยละ
ควรกำหนดสิทธิตรวจสอบไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น เช่น ผู้ให้สิทธิต้องส่งรายงานการใช้เงินกองทุนรายปีพร้อมประเภทค่าใช้จ่าย และผู้รับสิทธิมีสิทธิขอดูหลักฐานภายในกรอบเวลาที่ตกลง หากสัญญาเงียบในเรื่องนี้ การขอดูภายหลังมักถูกปฏิเสธโดยอ้างความเป็นความลับทางการค้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ข้อพิพาทกลุ่มนี้ยืดเยื้อ
ต้องระบุขอบเขตด้วยสิ่งที่วัดได้ เช่น รัศมีเป็นเมตรจากพิกัดที่ตั้งร้าน ชื่อแขวงหรือตำบลที่ครอบคลุม และระบุให้ชัดว่าข้อห้ามครอบคลุมสาขาที่ผู้ให้สิทธิเปิดเองด้วยหรือเฉพาะสาขาของผู้รับสิทธิรายอื่น รวมถึงจุดขายรูปแบบย่อยในห้างหรือรถเข็นและการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ส่งเข้าพื้นที่เดียวกัน
การกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบเพื่อรักษาคุณภาพและภาพลักษณ์แบรนด์เป็นเรื่องยอมรับได้ แต่การผูกให้ซื้อทุกรายการจากผู้ขายรายเดียวในราคาที่ปรับขึ้นได้ตามใจเป็นประเด็นที่ควรต่อรองก่อนเซ็น วิธีที่ใช้ได้จริงคือระบุสูตรหรือกลไกการปรับราคา สิทธิเสนอผู้ขายรายอื่นที่ผ่านมาตรฐานเดียวกัน และรายการที่ผู้รับสิทธิจัดหาเองได้
ได้เมื่อสัญญากำหนดเป้าขั้นต่ำและกระบวนการแจ้งเตือนไว้ชัดเจน โดยทั่วไปต้องมีหนังสือแจ้งให้แก้ไขและระยะเวลาปรับปรุงก่อน การบอกเลิกทันทีโดยไม่ให้โอกาสแก้ไขตามที่สัญญาเขียนไว้เป็นเหตุให้ผู้รับสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งสองฝ่ายจึงควรเก็บหนังสือแจ้งเตือนและหลักฐานการสนับสนุนที่ให้ไว้อย่างครบถ้วน
ข้อห้ามที่มีผลในทางปฏิบัติต้องจำกัดทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทกิจการให้พอเหมาะกับประโยชน์ที่ต้องคุ้มครอง ข้อห้ามที่กว้างจนเท่ากับปิดอาชีพของผู้รับสิทธิทั้งหมดเสี่ยงถูกลดผลบังคับลง สิ่งที่คุ้มครองได้มั่นคงกว่าคือการห้ามใช้สูตร ระบบปฏิบัติงาน ฐานข้อมูลลูกค้า และการตกแต่งที่สื่อถึงแบรนด์เดิม
ต้องถอดป้าย เครื่องแบบ บรรจุภัณฑ์ เมนู และสื่อทุกชิ้นที่ใช้เครื่องหมายเดิม ปิดหรือส่งคืนบัญชีโซเชียลที่ตั้งชื่อด้วยแบรนด์ ลบหรือแก้หมุดแผนที่ และหยุดใช้ภาพถ่ายที่ถ่ายในร้านช่วงเป็นสาขา การปล่อยให้ค้างไว้แม้เพียงบางจุดเป็นเหตุให้ถูกเรียกค่าเสียหายฐานใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่มีสิทธิ
โดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้สิทธิก่อน และสัญญามักกำหนดค่าธรรมเนียมการโอน สิทธิซื้อคืนก่อนบุคคลภายนอก และคุณสมบัติของผู้รับโอน ควรตรวจว่าเงื่อนไขการอนุมัติเขียนเป็นเกณฑ์ที่วัดได้หรือปล่อยเป็นดุลพินิจเต็มที่ เพราะข้อความแบบหลังทำให้การขายกิจการในอนาคตตกอยู่ในมือผู้ให้สิทธิทั้งหมด
เริ่มจากรวบรวมหลักฐานว่าสิ่งที่สัญญาระบุไว้ เช่น การอบรมพนักงาน คู่มือปฏิบัติงาน การส่งทีมตรวจ หรือแคมเปญการตลาด ไม่ได้เกิดขึ้นตามกำหนด แล้วมีหนังสือเรียกให้ปฏิบัติตามสัญญาโดยกำหนดเวลาให้ชัด หากยังเพิกเฉย ทางเลือกคือเรียกค่าเสียหาย ขอลดค่าสิทธิตามสัดส่วน หรือบอกเลิกสัญญาโดยอาศัยเหตุผิดสัญญาที่มีเอกสารรองรับ
อนุญาโตตุลาการมีข้อดีเรื่องความเป็นส่วนตัวและผู้ชี้ขาดที่เข้าใจธุรกิจ แต่ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่าและอาจไม่คุ้มกับข้อพิพาทมูลค่าไม่มาก ส่วนศาลมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำกว่าและมีมาตรการชั่วคราวที่ใช้ได้เร็วในกรณีต้องสั่งให้หยุดใช้เครื่องหมายทันที ทางที่ใช้บ่อยคือกำหนดให้เจรจาและไกล่เกลี่ยเป็นขั้นแรกก่อนเข้าสู่ขั้นชี้ขาด
ต้องดูว่าเป้าการเปิดสาขาต่อปีที่ผูกกับการรักษาสิทธิผูกขาดนั้นทำได้จริงหรือไม่ เพราะพลาดเป้าเพียงปีเดียวอาจทำให้สิทธิผูกขาดหลุด รวมถึงการแบ่งค่าสิทธิที่เก็บจากผู้รับสิทธิย่อย ความรับผิดของมาสเตอร์ต่อการกระทำของสาขาย่อย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสัญญาของสาขาย่อยหากสัญญามาสเตอร์ถูกบอกเลิก
ฝ่ายผู้ให้สิทธิเราจัดทำชุดสัญญาและเอกสารเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับระบบงานจริง ฝ่ายผู้รับสิทธิเราตรวจร่างและชี้จุดที่ควรต่อรองก่อนวางเงิน ทั้งสองฝ่ายเราดูแลการแจ้งเตือน การเจรจา และการดำเนินคดีเมื่อจำเป็น พร้อมประสานงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบร้าน
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- ก่อนเซ็นควรขอเอกสารอะไรจากเจ้าของแบรนด์
- ถ้าเครื่องหมายการค้ายังไม่จดทะเบียนในไทยจะเสี่ยงอย่างไร
- ค่าสิทธิคิดจากยอดขายก่อนหรือหลังหักอะไร
- ค่าการตลาดส่วนกลางตรวจสอบได้ไหม
- เขตพื้นที่คุ้มครองเขียนแบบไหนจึงบังคับได้จริง
- ผู้ให้สิทธิบังคับให้ซื้อวัตถุดิบจากตนได้แค่ไหน
- ยอดขายไม่ถึงเป้าเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาได้ไหม
- หลังสัญญาจบ ห้ามเปิดร้านคล้ายกันได้นานเท่าไร
- ออกจากระบบแฟรนไชส์แล้วต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง
- ขายกิจการแฟรนไชส์ต่อให้คนอื่นได้ไหม
- ผู้ให้สิทธิไม่สนับสนุนตามที่ตกลงต้องทำอย่างไร
- ควรเลือกช่องทางชี้ขาดเป็นอนุญาโตตุลาการหรือศาล
- รับสิทธิระดับมาสเตอร์แฟรนไชส์ต้องระวังอะไร
- สำนักงานช่วยงานแฟรนไชส์ในด้านใด
หัวข้ออื่น