FAQ
ข้อพิพาทบริษัทจัดหางานและนายหน้าแรงงาน
คนหางานที่จ่ายเงินให้นายหน้าแล้วไม่ได้งานตามที่ตกลง ลูกจ้างที่ถูกหักค่าหัวคิวออกจากค่าจ้างทุกเดือน และนายจ้างที่รับคนผ่านบริษัทจัดหางานแล้วพบว่าเอกสารของผู้สมัครไม่ตรงความจริง ล้วนมีทางเรียกร้องที่ต่างกันทั้งเส้นทางแพ่ง เส้นทางแรงงาน และเส้นทางร้องเรียนต่อหน่วยงานที่กำกับใบอนุญาตจัดหางาน หัวข้อนี้แยกให้เห็นว่าเรื่องไหนควรเดินทางใด เอกสารใดที่ต้องเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่คุยกับนายหน้า และวิธีประเมินว่าเงินที่จ่ายไปมีโอกาสได้คืนมากน้อยเพียงใดก่อนตัดสินใจฟ้อง
14 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
เรื่องนายหน้าหางานควรเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามอะไร
ถามว่าเงินที่จ่ายไปนั้นจ่ายให้ใครในฐานะอะไร เพราะคำตอบจะกำหนดทั้งคู่กรณีและเส้นทาง ถ้าจ่ายให้บริษัทที่ถือใบอนุญาตจัดหางาน คู่กรณีคือนิติบุคคลนั้นและมีหน่วยงานกำกับที่รับเรื่องร้องเรียนได้ ถ้าจ่ายให้บุคคลที่อ้างว่ารู้จักฝ่ายบุคคลของโรงงาน คู่กรณีคือบุคคลนั้นและเรื่องกลายเป็นคดีแพ่
ถามว่าเงินที่จ่ายไปนั้นจ่ายให้ใครในฐานะอะไร เพราะคำตอบจะกำหนดทั้งคู่กรณีและเส้นทาง ถ้าจ่ายให้บริษัทที่ถือใบอนุญาตจัดหางาน คู่กรณีคือนิติบุคคลนั้นและมีหน่วยงานกำกับที่รับเรื่องร้องเรียนได้ ถ้าจ่ายให้บุคคลที่อ้างว่ารู้จักฝ่ายบุคคลของโรงงาน คู่กรณีคือบุคคลนั้นและเรื่องกลายเป็นคดีแพ่งเรียกเงินคืนพร้อมพิจารณาว่ามีการหลอกลวงหรือไม่ ถ้าเงินถูกหักจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่าย ประเด็นย้ายไปอยู่ที่ความชอบด้วยกฎหมายของการหักค่าจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างโดยตรง การตอบคำถามนี้ผิดทำให้ยื่นเรื่องผิดที่และเสียเวลาหลายเดือน
เก็บสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือคำโฆษณาและข้อความที่ชักชวน ได้แก่ประกาศรับสมัคร ภาพหน้าจอบทสนทนา และคลิปเสียงหากบันทึกไว้โดยชอบ กลุ่มที่สองคือร่องรอยการเงิน ได้แก่สลิปโอน ใบรับเงิน และชื่อบัญชีผู้รับ โดยบัญชีที่ไม่ใช่ชื่อบริษัทเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ควรบันทึกไว้ กลุ่มที่สามคือสิ่งที่ได้รับจริงเทียบกับที่ตกลง เช่น ตำแหน่งที่ถูกส่งไปทำ ค่าจ้างที่ได้รับจริง วันที่เริ่มงาน และวันที่ถูกให้ออก ความแตกต่างระหว่างสองชุดนี้คือแกนของคดี ถ้าเก็บครบตั้งแต่ต้นจะไม่ต้องไปตามขอย้อนหลังในเวลาที่อีกฝ่ายเริ่มไม่ให้ความร่วมมือ
ขอเลขทะเบียนนิติบุคคลกับเลขใบอนุญาตจัดหางานเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วตรวจสอบสองชั้น ชั้นแรกดูว่านิติบุคคลนั้นมีอยู่จริง วัตถุที่ประสงค์ครอบคลุมการจัดหางาน และที่ตั้งตรงกับสถานที่ที่ไปพบ ชั้นที่สองสอบถามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตว่าใบอนุญาตยังมีผลและครอบคลุมประเภทงานที่เสนอ เพราะการจัดหางานในประเทศกับการส่งไปทำงานต่างประเทศเป็นขอบเขตที่ต่างกัน หากอีกฝ่ายเลี่ยงไม่ให้ตัวเลขหรือให้แล้วตรวจไม่พบ นั่นเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะยังไม่จ่ายเงินและขอให้ทนายทำหนังสือสอบถามก่อน
หลักคือค่าจ้างต้องจ่ายเต็มจำนวนตามที่ตกลง การหักออกจึงทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดช่องและมีฐานรองรับชัดเจน เช่น ภาษีที่ต้องหัก เงินสมทบตามกฎหมาย หรือรายการที่ลูกจ้างยินยอมโดยทำเป็นหนังสือและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างเอง การหักเพื่อชำระค่าตอบแทนที่นายจ้างมีต่อนายหน้าไม่ใช่เรื่องของลูกจ้าง จึงเป็นรายการที่ควรตั้งข้อสงสัยทันที ทางปฏิบัติให้รวบรวมสลิปเงินเดือนย้อนหลังทั้งชุด ทำตารางแสดงยอดที่ควรได้กับยอดที่ได้จริงรายเดือน แล้วยื่นเรื่องตามช่องทางคุ้มครองแรงงาน ตารางนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หรือศาลเห็นภาพภายในหน้าเดียวโดยไม่ต้องไล่อ่านสลิปทีละใบ
เริ่มจากรักษาสถานะทางเอกสารของตัวเองไว้ก่อน คือถือสำเนาสัญญาจ้าง หนังสือเดินทาง และใบอนุญาตทำงานของประเทศนั้นไว้กับตัว อย่ายอมให้ผู้อื่นเก็บเอกสารประจำตัวไว้แทน จากนั้นแจ้งเหตุเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้จัดส่งและหน่วยงานที่กำกับการส่งแรงงานไปต่างประเทศ พร้อมระบุความต่างระหว่างสัญญากับงานจริงเป็นข้อ ๆ เช่น ประเภทงาน ชั่วโมงทำงาน ที่พัก และค่าจ้าง เมื่อกลับถึงไทยจึงประเมินการเรียกค่าเสียหายจากผู้จัดส่งตามสัญญาและตามหลักละเมิด คดีกลุ่มนี้มักมีผู้เสียหายหลายคนในรุ่นเดียวกัน การรวมพยานหลักฐานของกลุ่มช่วยให้เห็นแบบแผนได้ชัดกว่าการยื่นเดี่ยว
มีสามฐานที่ใช้บ่อย ฐานแรกคือผิดสัญญา เพราะอีกฝ่ายรับเงินโดยตกลงจะจัดหางานตามเงื่อนไขแล้วไม่ทำ ฐานที่สองคือลาภมิควรได้ ใช้เมื่อไม่มีสัญญาชัดหรือสัญญาใช้บังคับไม่ได้แต่เงินยังอยู่ในมืออีกฝ่ายโดยไม่มีมูลที่จะยึดถือ ฐานที่สามคือละเมิดจากการให้ข้อความอันเป็นเท็จซึ่งทำให้ตัดสินใจจ่ายเงิน การเลือกฐานส่งผลต่อสิ่งที่ต้องพิสูจน์และอายุความ ในทางปฏิบัติทนายมักบรรยายฟ้องโดยตั้งฐานหลักหนึ่งฐานและมีฐานรองไว้ เพื่อให้คดีไม่ล้มเพียงเพราะพยานหลักฐานเรื่องข้อตกลงไม่หนักพอ
ประเมินสามอย่างคือ ตัวตนของลูกหนี้ ทรัพย์ที่มองเห็นได้ และพฤติกรรมการโยกย้ายเงิน ถ้าคู่กรณีเป็นนิติบุคคลที่ยังเปิดดำเนินการ มีสำนักงานจริง มีการยื่นงบการเงิน โอกาสบังคับคดีสูงกว่ากรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีทรัพย์จดทะเบียน ถ้าพบว่าเงินที่รับไปถูกกระจายออกทันทีไปหลายบัญชี ควรพิจารณามาตรการชั่วคราวก่อนพิพากษาแต่ต้องมีพยานหลักฐานหนักพอ การประเมินนี้ไม่ใช่การท้อถอย แต่เป็นการเลือกกลยุทธ์ บางเรื่องคุ้มกว่าที่จะเจรจาให้ผ่อนคืนเป็นงวดโดยทำบันทึกที่บังคับได้ แทนการฟ้องเต็มรูปเพื่อได้คำพิพากษาที่ไม่มีทรัพย์ให้ยึด
แยกสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรกคือความรับผิดของตนเองต่อหน่วยงานรัฐเรื่องการจ้างที่ต้องตรวจสอบเอกสารตามกฎหมาย ซึ่งต้องจัดการโดยเร็วและแสดงให้เห็นว่ามีระบบตรวจสอบตามสมควรแล้ว เรื่องที่สองคือสิทธิที่มีต่อบริษัทจัดหางานตามสัญญาบริการ ซึ่งมักมีข้อรับประกันว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติและเอกสารครบถ้วน ทางปฏิบัติให้ทบทวนข้อรับประกันและข้อชดใช้ค่าเสียหายในสัญญา ทำหนังสือบอกกล่าวพร้อมหลักฐานที่พบ แล้วเจรจาให้คืนค่าบริการและรับผิดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น สำหรับอนาคตควรแก้สัญญาให้มีขั้นตอนส่งมอบเอกสารต้นฉบับให้ตรวจก่อนเริ่มงานเป็นเงื่อนไขของการจ่ายค่าบริการ
ทำได้ทั้งสองทางและบางกรณีควรทำขนานกัน การร้องเรียนเหมาะเมื่อประเด็นคือการประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต การเรียกเก็บค่าบริการนอกกรอบ หรือการโฆษณาชักชวนที่คลาดจากความจริง เพราะหน่วยงานมีเครื่องมือตรวจสอบและมาตรการทางปกครองที่เร็วกว่าศาล การฟ้องเหมาะเมื่อเป้าหมายคือได้เงินคืนหรือค่าเสียหายเป็นตัวเลข เพราะคำสั่งทางปกครองไม่ได้ทำให้เงินกลับเข้ากระเป๋าโดยตัวเอง ข้อควรระวังคืออายุความเดินตามกฎหมายของตนเอง ไม่หยุดรอผลการร้องเรียน จึงควรให้ทนายวางกำหนดเวลาของทั้งสองเส้นทางไว้พร้อมกันตั้งแต่ต้น
ใช้ได้และหลายคดีพึ่งแชตเป็นหลัก แต่น้ำหนักขึ้นกับความครบถ้วนและความเชื่อมโยงกับตัวบุคคล ข้อแรกให้เก็บบทสนทนาต่อเนื่องทั้งช่วง ไม่ใช่ตัดเฉพาะข้อความที่ได้เปรียบ เพราะฝ่ายตรงข้ามจะเสนอส่วนที่ขาดและทำให้ภาพเปลี่ยน ข้อสองให้บันทึกสิ่งที่ผูกบัญชีนั้นกับตัวบุคคล เช่น เบอร์โทรที่ใช้ ชื่อบัญชีรับเงินที่ตรงกัน หรือการนัดพบที่มีพยานรู้เห็น ข้อสามให้จัดทำสารบัญอ้างอิงวันเวลาเรียงลำดับพร้อมสรุปประเด็นแต่ละช่วง การนำเสนอแบบมีสารบัญทำให้พยานหลักฐานอ่านง่ายและลดการโต้แย้งเรื่องความไม่ครบถ้วน
ขึ้นกับว่าข้อเท็จจริงเหมือนกันเพียงใด ถ้าทุกคนถูกชักชวนด้วยประกาศเดียวกัน จ่ายเข้าบัญชีเดียวกัน และได้รับผลเหมือนกัน การรวมเรื่องช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้แบบแผนชัด และลดโอกาสที่อีกฝ่ายจะอ้างว่าเป็นความเข้าใจผิดเฉพาะราย แต่ถ้าจำนวนเงินและเงื่อนไขของแต่ละคนต่างกันมาก การรวมอาจทำให้ประเด็นพัวพัน ทางกลางที่ใช้ได้คือแยกคำฟ้องตามสิทธิของแต่ละคนแต่ใช้ชุดพยานหลักฐานกลางร่วมกัน และประสานให้ทนายชุดเดียวดูแลเพื่อให้แนวการนำสืบไม่ขัดกันเอง
เมื่อพยานหลักฐานชี้ว่ามีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปิดบังความจริงเพื่อให้ได้เงินไปตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงทำสัญญาแล้วทำไม่สำเร็จ ตัวชี้วัดที่ทนายมักดู ได้แก่ ตำแหน่งงานที่อ้างไม่มีอยู่จริงในองค์กรที่ระบุ เอกสารประกอบที่จัดทำขึ้นเอง การใช้ชื่อนิติบุคคลหรือใบอนุญาตของผู้อื่น และการเปลี่ยนช่องทางรับเงินบ่อยครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงเข้าลักษณะนี้ การดำเนินคดีอาญาควบคู่กับคดีแพ่งช่วยเพิ่มแรงเจรจา แต่ต้องระวังไม่ใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือกดดันในเรื่องที่เป็นเพียงข้อพิพาททางสัญญา เพราะจะย้อนกลับมาเป็นผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของคดีเอง
ใส่ห้าองค์ประกอบ หนึ่งคือระบุยอดเงินและวันชำระแต่ละงวดเป็นตัวเลขชัด ไม่ใช้ถ้อยคำกว้างว่าจะคืนโดยเร็ว สองคือกำหนดผลของการผิดนัดให้ยอดคงเหลือถึงกำหนดทันที สามคือระบุขอบเขตการยุติข้อพิพาทว่าครอบคลุมเรื่องใดและไม่ครอบคลุมเรื่องใด เพื่อไม่ให้กลายเป็นการปลดเปลื้องความรับผิดที่กว้างเกินเจตนา สี่คือให้มีผู้ค้ำหรือหลักประกันเมื่อคู่กรณีมีความน่าเชื่อถือทางการเงินจำกัด ห้าคือลงนามโดยผู้มีอำนาจของนิติบุคคลพร้อมแนบหลักฐานอำนาจ ข้อตกลงที่ครบห้าข้อนี้เปลี่ยนสถานะจากคำสัญญาปากเปล่าเป็นเอกสารที่ใช้ตั้งต้นบังคับได้เมื่อจำเป็น
ยึดหลักสี่ข้อ ข้อแรกอย่าจ่ายเข้าบัญชีที่ไม่ใช่ชื่อนิติบุคคลผู้ให้บริการ ข้อสองขอเอกสารที่ระบุตำแหน่ง อัตราค่าจ้าง สถานที่ทำงาน และวันเริ่มงานเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนชำระเงินก้อนใด ข้อสามตรวจกับองค์กรปลายทางด้วยตนเองว่ามีตำแหน่งที่อ้างอยู่จริงโดยติดต่อผ่านช่องทางสาธารณะของบริษัทนั้น ไม่ใช่เบอร์ที่นายหน้าให้มา ข้อสี่เก็บทุกอย่างในที่เดียวและตั้งเตือนวันครบกำหนดตามที่ตกลง เพราะการทักถามตรงเวลาเมื่อถึงกำหนดแล้วไม่มีความคืบหน้าทำให้ได้เอกสารยืนยันในขณะที่อีกฝ่ายยังตอบอยู่ ซึ่งมีค่ามากกว่าการรวบรวมย้อนหลังหลายเดือนต่อมา
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- เรื่องนายหน้าหางานควรเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามอะไร
- ควรเก็บหลักฐานอะไรตั้งแต่วันแรกที่ติดต่อนายหน้า
- ตรวจอย่างไรว่าบริษัทจัดหางานนั้นได้รับอนุญาตจริง
- นายจ้างหักค่านายหน้าออกจากค่าจ้างได้หรือไม่
- กรณีถูกส่งไปทำงานต่างประเทศแล้วงานไม่เป็นไปตามสัญญาทำอย่างไร
- จะเรียกเงินที่จ่ายให้นายหน้าคืนได้ตามฐานอะไร
- ก่อนฟ้องควรประเมินอะไรเพื่อรู้ว่าจะได้เงินคืนจริงหรือไม่
- ฝ่ายนายจ้างที่รับคนผ่านบริษัทจัดหางานแล้วเอกสารไม่ตรงความจริงมีทางออกอย่างไร
- ควรร้องเรียนหน่วยงานหรือฟ้องศาลก่อน
- แชตกับนายหน้าใช้เป็นพยานหลักฐานได้จริงแค่ไหน
- ผู้เสียหายหลายคนควรรวมเรื่องกันหรือแยกยื่น
- เรื่องนี้เข้าข่ายความผิดอาญาได้ในกรณีใด
- ถ้าตกลงกันได้ ควรเขียนข้อตกลงอย่างไรให้บังคับได้จริง
- จะป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในสถานะนี้ได้อย่างไร
หัวข้ออื่น