FAQ
จ้างแรงงานต่างชาติ ความต่างตามสัญชาติ เอกสาร และหน้าที่ของนายจ้าง
อธิบายว่าการจ้างคนต่างชาติต่างกันอย่างไรระหว่างกลุ่มแรงงานตามบันทึกความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มาพร้อมใบอนุญาตทำงาน และกลุ่มที่ได้สิทธิพิเศษตามการส่งเสริมการลงทุน พร้อมหน้าที่ที่นายจ้างต้องทำต่อเนื่องหลังเริ่มงาน
14 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
การจ้างคนต่างชาติแบ่งเป็นกลุ่มใดบ้าง
ในทางปฏิบัติแยกได้สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาตามกระบวนการรัฐต่อรัฐ กลุ่มที่สองคือผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้เป็นรายบุคคล กลุ่มที่สามคือผู้ที่ได้สิทธิตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนหรือมาตรการเฉพาะ ทั้งสามกลุ่มใช้ชุดเอกสารและหน่วย
ในทางปฏิบัติแยกได้สามกลุ่ม กลุ่มแรกคือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาตามกระบวนการรัฐต่อรัฐ กลุ่มที่สองคือผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทยื่นขอใบอนุญาตทำงานให้เป็นรายบุคคล กลุ่มที่สามคือผู้ที่ได้สิทธิตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนหรือมาตรการเฉพาะ ทั้งสามกลุ่มใช้ชุดเอกสารและหน่วยงานที่ดูแลต่างกัน จึงต้องระบุกลุ่มให้ชัดก่อนเริ่มเตรียมเรื่อง
นายจ้างต้องยื่นความต้องการจ้างต่อหน่วยงานแรงงานในพื้นที่ ผ่านการตรวจสอบว่าตำแหน่งนั้นเปิดให้คนต่างชาติทำได้ แล้วรอการจัดส่งรายชื่อจากประเทศต้นทาง เมื่อแรงงานเดินทางเข้ามาจะมีขั้นตรวจสุขภาพ ขั้นขึ้นทะเบียน และขั้นออกเอกสารอนุญาตทำงาน โดยประมาณใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน จึงไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องเริ่มงานทันที
ฝ่ายบริษัทต้องแสดงหนังสือรับรองนิติบุคคล งบการเงินรอบล่าสุด รายการนำส่งภาษีและประกันสังคมของพนักงานไทย และรายละเอียดตำแหน่งที่ชัดเจน ฝ่ายบุคคลต้องมีวุฒิการศึกษาและหนังสือรับรองประสบการณ์ที่ผ่านการรับรองตามที่กำหนด จุดที่ทำให้เรื่องช้าที่สุดคือคำบรรยายลักษณะงานที่กว้างเกินไป ควรเขียนให้เห็นความจำเป็นเฉพาะทางอย่างเป็นรูปธรรม
หน่วยงานพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนพนักงานไทยที่นำส่งประกันสังคมจริง ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว และจำนวนคนต่างชาติที่ขอ อัตราส่วนจะต่างกันไปตามลักษณะกิจการและสิทธิประโยชน์ที่ถืออยู่ โดยโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมักไม่ถูกผูกด้วยอัตราส่วนเดียวกับกิจการทั่วไป จึงควรตรวจฐานที่ใช้กับกิจการของท่านก่อนวางแผนรับคน
มี และรายการนี้เป็นเหตุที่คำขอถูกปฏิเสธบ่อยกว่าที่คิด เพราะบางตำแหน่งที่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษดูเป็นงานบริหาร แต่เนื้องานจริงตรงกับงานที่สงวนไว้ ทางที่ปลอดภัยคือกำหนดขอบเขตงานให้ตรงกับงานเชิงวางแผน ควบคุมคุณภาพ หรือถ่ายทอดความรู้ และให้งานที่สงวนไว้เป็นหน้าที่ของพนักงานไทยอย่างชัดเจนในโครงสร้างองค์กร
ไม่ใช่ วีซ่าเป็นเรื่องการอนุญาตให้อยู่ในประเทศ ส่วนใบอนุญาตทำงานเป็นเรื่องการอนุญาตให้ทำงานตามตำแหน่งและนายจ้างที่ระบุ ทั้งสองอย่างมีวันหมดอายุของตัวเองและต่ออายุคนละที่ ปัญหาที่พบมากคือใบอนุญาตยังไม่หมดแต่การอยู่ในประเทศหมดก่อน ซึ่งทำให้สถานะเสียทั้งคู่ จึงควรทำปฏิทินรวมสองรายการนี้ไว้ในแผ่นเดียว
ต้องดำเนินการเปลี่ยนรายการนายจ้างในเอกสารอนุญาตทำงาน ไม่ใช่เพียงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ นายจ้างรายก่อนต้องยื่นแจ้งว่าการจ้างยุติแล้วภายในกำหนด และนายจ้างใหม่ต้องยื่นเรื่องรับเข้าทำงาน ช่วงรอยต่อนี้เป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุด เพราะการทำงานให้นายจ้างใหม่ก่อนเอกสารเปลี่ยนเสร็จถือเป็นการทำงานนอกขอบเขตที่อนุญาต
ต้องแจ้งเมื่อมีการเปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนตำแหน่ง สิ้นสุดการจ้าง และเมื่อลูกจ้างไม่มาทำงานติดต่อกันเกินกำหนดที่กฎหมายกำหนดให้แจ้ง นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ต่ออายุเอกสารก่อนหมดอายุและเก็บสำเนาเอกสารประจำตัวของลูกจ้างไว้ที่สถานประกอบการ การละเลยเรื่องแจ้งเป็นสาเหตุของโทษปรับที่พบมากที่สุด มากกว่าการจ้างผิดประเภท
วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใช้หลักเดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างคือรายการที่นายจ้างจ่ายให้เพิ่ม เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทางกลับประเทศ และค่าเล่าเรียนบุตร ซึ่งอาจต้องนับเป็นเงินได้ของลูกจ้าง หากไม่นับตั้งแต่ต้นจะพบส่วนต่างตอนยื่นแบบประจำปี ทางที่ดีคือกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทนให้ชัดในสัญญาและตกลงว่าใครรับภาระภาษีส่วนนั้น
เจ้าหน้าที่มักขอดูเอกสารอนุญาตทำงานของลูกจ้างต่างชาติทุกคน บัญชีรายชื่อลูกจ้างที่จัดทำไว้ เอกสารยืนยันการจ่ายค่าจ้าง และการนำส่งเงินสมทบ ถ้าเอกสารอยู่ครบและตรงกับคนที่อยู่ในสถานที่จริง เรื่องมักจบในวันนั้น สิ่งที่สร้างปัญหาคือลูกจ้างทำงานอยู่ในตำแหน่งหรือสถานที่ที่ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ ซึ่งควรแก้ให้ตรงก่อนเกิดการตรวจ
นอกจากหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเหมือนลูกจ้างไทย ยังต้องแจ้งการสิ้นสุดการจ้างต่อหน่วยงานที่ออกเอกสารภายในกำหนด และคืนหรือยกเลิกเอกสารตามที่กำหนด ควรทำหนังสือสรุปวันสุดท้ายของการทำงานและเงินที่จ่ายให้ครบไว้เป็นหลักฐาน เพราะข้อพิพาทกลุ่มนี้มักเกิดหลังลูกจ้างเดินทางออกไปแล้วและติดต่อยากขึ้น
สถานะผู้ติดตามให้สิทธิอยู่ในประเทศ แต่ไม่ให้สิทธิทำงานโดยอัตโนมัติ หากคู่สมรสต้องการทำงานต้องมีนายจ้างยื่นขอเอกสารอนุญาตทำงานให้เป็นเรื่องของตนเอง กรณีบุตรที่เข้าเรียนควรเตรียมเอกสารรับรองจากสถานศึกษาไว้ประกอบการต่ออายุ เพราะหน่วยงานมักขอหลักฐานว่ายังคงสถานะผู้ติดตามอยู่จริง
ทำทะเบียนกลางที่ระบุชื่อ สัญชาติ ตำแหน่งตามเอกสาร สถานที่ทำงานตามเอกสาร วันหมดอายุการอยู่ในประเทศ วันหมดอายุเอกสารทำงาน และวันครบกำหนดรายงานตัวตามรอบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้าสองรอบ คือหกสิบวันและสามสิบวัน ระบบเรียบง่ายแบบนี้ป้องกันความผิดพลาดได้มากกว่าการจ้างที่ปรึกษาเพิ่มโดยไม่มีทะเบียนกลาง
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- การจ้างคนต่างชาติแบ่งเป็นกลุ่มใดบ้าง
- แรงงานที่มาตามกระบวนการรัฐต่อรัฐมีขั้นตอนอย่างไร
- ขอใบอนุญาตทำงานให้ผู้เชี่ยวชาญต้องเตรียมอะไร
- ต้องมีพนักงานไทยกี่คนต่อคนต่างชาติหนึ่งคน
- มีงานที่คนต่างชาติทำไม่ได้หรือไม่
- วีซ่ากับใบอนุญาตทำงานเป็นเรื่องเดียวกันไหม
- ถ้าลูกจ้างต่างชาติย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่น
- นายจ้างต้องแจ้งเรื่องอะไรระหว่างการจ้าง
- ลูกจ้างต่างชาติต้องเข้าประกันสังคมไหม
- การหักภาษีเงินเดือนของลูกจ้างต่างชาติต่างจากคนไทยไหม
- ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจสถานประกอบการ
- เลิกจ้างลูกจ้างต่างชาติต้องทำอะไรเพิ่ม
- ครอบครัวของลูกจ้างต่างชาติทำงานได้ไหม
- ควรวางระบบภายในอย่างไรให้ไม่พลาดกำหนด
หัวข้ออื่น
ลูกจ้างที่ทำงานในกิจการที่อยู่ในบังคับต้องขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย โดยใช้เลขประจำตัวตามเอกสารที่ราชการออกให้ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเป็นไปตามเงื่อนไขการส่งเงินสมทบ ประเด็นที่ควรอธิบายให้ลูกจ้างทราบตั้งแต่ต้นคือสิทธิบางรายการต้องส่งเงินสมทบครบระยะเวลาก่อน ไม่ใช่ได้ทันทีในเดือนแรก