FAQ
จ้างสำนักงานทนายความ ขอบเขตอำนาจ ขั้นตอนคดี และสิ่งที่ลูกความต้องได้รับ
ผู้ที่กำลังจะจ้างทนายมักถามเรื่องโอกาสชนะก่อนเสมอ แต่สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์จริงคือขอบเขตอำนาจที่มอบให้ ความชัดเจนของเอกสารตั้งต้น และวินัยเรื่องกำหนดเวลาของศาล กลุ่มคำถามนี้ไล่ตั้งแต่การตกลงงานกับสำนักงาน ไปจนถึงหน้าที่ของทนายในแต่ละขั้นของคดี สิทธิของลูกความเมื่อไม่พอใจการทำงาน และเหตุที่ทนายต้องถอนตัว
10 คำถาม · ตรวจทานโดยทีมทนายและนักบัญชี · ตรวจทานล่าสุด 7 ต.ค. 2026
คำตอบสั้น
การตกลงจ้างทนายควรระบุขอบเขตงานไว้อย่างไร
หนังสือตกลงจ้างที่ดีจะแยกให้เห็นสามชั้น ชั้นแรกคืองานที่รวมอยู่แล้ว เช่น ตรวจพยานหลักฐาน ร่างคำฟ้องหรือคำให้การ ว่าความในศาลชั้นต้น ชั้นที่สองคืองานที่ต้องตกลงเพิ่มเมื่อเกิดขึ้น เช่น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา การบังคับคดี หรือการยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว ชั้นที่สามคือค่าใช้จ่ายที่ไม่
หนังสือตกลงจ้างที่ดีจะแยกให้เห็นสามชั้น ชั้นแรกคืองานที่รวมอยู่แล้ว เช่น ตรวจพยานหลักฐาน ร่างคำฟ้องหรือคำให้การ ว่าความในศาลชั้นต้น ชั้นที่สองคืองานที่ต้องตกลงเพิ่มเมื่อเกิดขึ้น เช่น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา การบังคับคดี หรือการยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราว ชั้นที่สามคือค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าตอบแทนทนาย เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าส่งหมาย ค่าเดินทางไปศาลต่างจังหวัด การเขียนสามชั้นนี้แยกกันทำให้ลูกความคาดการณ์ภาระได้ตลอดคดี และตัดข้อโต้แย้งเรื่องงานนอกขอบเขตในภายหลัง
ใบแต่งทนายเป็นเอกสารที่ยื่นต่อศาลเพื่อให้ทนายมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนั้น ขอบเขตจึงผูกกับสำนวนคดีหมายเลขนั้นโดยตรง ส่วนหนังสือมอบอำนาจใช้กับการกระทำนอกศาล เช่น ติดต่อหน่วยงานราชการ รับเงิน หรือลงนามในสัญญาแทน สองอย่างนี้ไม่แทนกัน คดีหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งคู่ และควรระบุด้วยว่าอำนาจใดสงวนไว้กับลูกความเท่านั้น เช่น การตกลงประนีประนอมยอมความ การถอนฟ้อง หรือการรับข้อเสนอชดใช้ เพราะเป็นการตัดสินใจที่กระทบสิทธิในเนื้อหา ไม่ใช่เพียงวิธีดำเนินคดี
โครงสร้างที่พบมีสามแบบหลัก แบบเหมาต่อคดีหรือต่อขั้นศาล แบบคิดตามชั่วโมงทำงานพร้อมบันทึกเวลา และแบบผสมที่มีค่าเริ่มงานบวกส่วนแปรตามผล คดีที่ขอบเขตชัด เช่น ฟ้องเรียกหนี้ตามเอกสาร มักเหมาะกับแบบเหมา คดีที่ทิศทางเปลี่ยนได้ตามพยาน เช่น ข้อพิพาทผู้ถือหุ้น มักเหมาะกับแบบชั่วโมง สิ่งที่ต้องดูให้ละเอียดคือส่วนแปรตามผล เพราะบางประเภทคดีมีข้อจำกัดทางวิชาชีพและทางกฎหมาย ก่อนตกลงจึงควรถามให้ชัดว่าฐานคำนวณคืออะไร นับจากเงินที่ศาลพิพากษาหรือเงินที่เก็บได้จริง และรวมค่าธรรมเนียมศาลไว้แล้วหรือไม่
ก่อนยื่นฟ้องหน้าที่คือประเมินฐานอ้างสิทธิ อายุความ และพยานหลักฐานที่มีอยู่จริง แล้วแจ้งความเสี่ยงตามข้อเท็จจริงที่ได้รับ ระหว่างชั้นพิจารณาหน้าที่คือแจ้งวันนัดทุกครั้ง เตรียมพยานให้เข้าใจประเด็นที่จะถูกถาม และส่งสรุปผลหลังนัดให้ลูกความทราบ เมื่อมีคำพิพากษาหน้าที่คือแจ้งผลพร้อมกำหนดเวลาอุทธรณ์ที่เหลือ และให้ความเห็นว่าเหตุอุทธรณ์มีน้ำหนักเพียงใด ในชั้นบังคับคดีหน้าที่คือตรวจทรัพย์ที่บังคับได้จริงและแจ้งประมาณการค่าใช้จ่ายก่อนดำเนินการ ถ้าลูกความไม่เคยได้รับข้อมูลชุดนี้เลย นั่นคือสัญญาณของการสื่อสารที่ต้องแก้ไข
อย่างน้อยควรมีสำเนาคำฟ้องหรือคำให้การที่ยื่นจริง ใบแต่งทนายที่ลงนาม รายการพยานเอกสารที่ส่งศาล ใบเสร็จค่าธรรมเนียมศาลทุกใบ บันทึกวันนัดทั้งหมด และคำพิพากษาหรือคำสั่งฉบับที่ได้รับ เหตุผลไม่ใช่ความไม่ไว้ใจ แต่เพราะเอกสารชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้เปลี่ยนทนายกลางคดีได้โดยไม่เสียเวลา ใช้อ้างอิงเมื่อมีคดีต่อเนื่อง และใช้ตรวจสอบยอดค่าใช้จ่ายเมื่อปิดคดี สำนักงานที่ทำงานเป็นระบบจะส่งชุดนี้ให้ทันทีที่มีเอกสารใหม่โดยไม่ต้องรอลูกความขอ
ขั้นตอนที่ควรเกิดก่อนพูดเรื่องค่าตอบแทนคือการตรวจว่าคู่กรณีในเรื่องนี้เคยเป็นลูกความของสำนักงานหรือไม่ มีบริษัทในกลุ่มเดียวกันที่สำนักงานให้คำปรึกษาอยู่หรือไม่ และทนายในทีมมีความเกี่ยวข้องส่วนตัวกับฝ่ายใดหรือไม่ ถ้าพบความขัดกันจริง ทางออกไม่ใช่การปิดเรื่องไว้ แต่คือแจ้งลูกความและปฏิเสธงาน หรือแยกทีมโดยมีมาตรการกั้นข้อมูลเมื่อกรณีนั้นยอมให้ทำได้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ว่าจ้างคือการเล่าข้อเท็จจริงละเอียดให้หลายสำนักงานฟังพร้อมกันเพื่อเปรียบเทียบ เพราะข้อมูลที่ให้ไปอาจปิดทางไม่ให้สำนักงานนั้นรับคดีของฝ่ายตนได้ในภายหลัง
ลูกความมีสิทธิเปลี่ยนได้ โดยกระบวนการคือถอนใบแต่งทนายเดิมและยื่นใบแต่งทนายใหม่ต่อศาลในสำนวนเดียวกัน สิ่งที่ต้องเตรียมคือสำนวนและเอกสารที่ทนายเดิมถืออยู่ เพราะทนายใหม่ต้องอ่านย้อนทั้งเรื่องก่อนนัดครั้งถัดไป จังหวะที่ควรหลีกเลี่ยงคือช่วงใกล้วันสืบพยานหรือใกล้ครบกำหนดอุทธรณ์ เพราะเวลาเตรียมตัวสั้นเกินไปจนกระทบผลคดีเองได้ ส่วนค่าตอบแทนที่จ่ายไปแล้วสำหรับงานที่ทำเสร็จตามขั้นย่อมไม่กลับคืน ทางที่เสียหายน้อยที่สุดคือคุยตรงกับสำนักงานเดิมเรื่องปัญหาที่พบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ
หลักคือกระบวนพิจารณาดำเนินเป็นภาษาไทย เอกสารที่ยื่นจึงต้องเป็นภาษาไทยหรือมีคำแปลที่รับรองแล้วแนบไป ส่วนการเข้าร่วมนัดที่ต้องพูดหรือให้การ จะมีล่ามช่วยตามที่ศาลอนุญาต สิ่งที่ควรจัดให้ครบตั้งแต่ต้นคือคำแปลสัญญาและหลักฐานสำคัญ สรุปประเด็นพิพาทสองภาษาเพื่อให้ลูกความยืนยันข้อเท็จจริงได้ถูกต้อง และบันทึกสรุปผลหลังนัดเป็นภาษาที่ลูกความอ่านเข้าใจ ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือแปลเฉพาะตอนใกล้วันนัด ทำให้พบความคลาดเคลื่อนของถ้อยคำในสัญญาช้าเกินกว่าจะปรับแนวทางได้
ผลคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานที่มีอยู่ ซึ่งบางส่วนอยู่นอกการควบคุมของทนาย ตัวชี้วัดที่วัดคุณภาพงานได้ตรงกว่าคือความตรงต่อกำหนดเวลาของศาลโดยไม่มีการขอเลื่อนที่เกิดจากฝ่ายตน ความครบถ้วนของพยานเอกสารที่ยื่นตรงตามประเด็น ระยะเวลาตอบกลับเมื่อลูกความสอบถาม ความตรงกันระหว่างประมาณการค่าใช้จ่ายกับยอดจริง และการแจ้งความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนที่ความเสี่ยงนั้นจะเกิดผล สำนักงานที่ยอมให้วัดด้วยตัวชี้วัดเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มงาน มักเป็นสำนักงานที่มีระบบภายในจริง
กรณีที่ชัดที่สุดคือลูกความยืนยันให้ดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อหน้าที่ต่อศาล เช่น เสนอพยานที่รู้ว่าเป็นเท็จ อีกกลุ่มคือความขัดกันของผลประโยชน์ที่เพิ่งปรากฏหลังรับงาน และกลุ่มที่สามคือความไว้วางใจระหว่างกันหมดลงจนไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อได้ การถอนตัวต้องทำโดยไม่ทำให้ลูกความเสียเปรียบเกินสมควร คือแจ้งล่วงหน้าเท่าที่ทำได้ ส่งมอบสำนวนคืน แจ้งกำหนดเวลาที่ค้างอยู่ทั้งหมด และดำเนินการตามระเบียบต่อศาลให้เรียบร้อย ไม่ใช่หยุดติดต่อโดยปล่อยให้วันนัดผ่านไป
ลัดไปยังคำถามในหมวดนี้
- การตกลงจ้างทนายควรระบุขอบเขตงานไว้อย่างไร
- ใบแต่งทนายกับหนังสือมอบอำนาจต่างกันตรงไหน
- ค่าทนายคิดกันแบบไหนได้ และแบบใดที่ต้องระวัง
- ในแต่ละขั้นของคดี ทนายมีหน้าที่ต้องทำอะไรให้ลูกความ
- ลูกความควรเก็บสำเนาเอกสารอะไรไว้กับตัวเองบ้าง
- สำนักงานตรวจเรื่องผลประโยชน์ขัดกันอย่างไรก่อนรับงาน
- อยากเปลี่ยนทนายกลางคดี ทำได้แค่ไหนและเสียอะไร
- ลูกความต่างชาติจะเข้าใจกระบวนการในศาลไทยได้อย่างไร
- จะวัดว่าสำนักงานทนายทำงานดีหรือไม่ ดูจากอะไรที่ไม่ใช่ผลแพ้ชนะ
- มีกรณีใดที่ทนายต้องถอนตัวจากคดี
หัวข้ออื่น