Skip to main content
กลับสู่บทความทั้งหมด

R&D / Tax incentives

ภาษี 200% รายจ่ายวิจัยและพัฒนา: พ.ร.ฎ. 598 สวทช. และวิธีคำนวณ

2026-10-09 12 minThai Law & Accounting Team
ภาพประกอบหัวข้อบัญชี: เอกสารบัญชีและรายงานการเงินบนโต๊ะทำงาน
ภาพประกอบหมวดบัญชี: เอกสารบัญชีและรายงานการเงินบนโต๊ะทำงาน

คำตอบสั้น

ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 598 พ.ศ. 2559 มาตรา 4 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศรายชื่อ เมื่อรวมกับการหักรายจ่ายตามปกติจึงเรียกว่ามาตรการภาษี 200% การยกเว้นเพิ่มอีกร้อยละ 100 ตามมาตรา 5 ใช้ได้เฉพาะรายจ่ายระหว่าง 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2562 จึงไม่มีสิทธิ 300% สำหรับรายจ่ายปัจจุบัน โครงการต้องได้รับรองจาก สวทช. แบบ Pre-approval หรือใช้ Self-declaration เมื่อโครงการไม่เกิน 3 ล้านบาทและองค์กรผ่านการรับรองระบบ RDIMS

บทความเดิมของเราใช้ชื่อว่า "ภาษีวิจัย 300%" ซึ่งไม่ตรงกับกฎหมายปัจจุบัน เราจึงเขียนใหม่ทั้งบทจากตัวบทพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 598 ประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 391 คำชี้แจงของกรมสรรพากร และหน้าบริการของ สวทช. ที่ตรวจเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2569 เนื้อหาครอบคลุมตัวเลขสิทธิที่ถูกต้อง ลักษณะงานที่นับเป็นวิจัย เงื่อนไขผู้รับทำวิจัย สองช่องทางรับรองโครงการ เอกสารที่ต้องแนบกับ ภ.ง.ด.50 ข้อห้ามใช้ร่วมกับสิทธิ BOI และตัวอย่างคำนวณภาษีที่ประหยัดได้จริง

Loading table of contents

1) ตัวเลขที่ถูกต้อง: 200% ในปัจจุบัน และ 300% ที่สิ้นสุดแล้ว

มาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 598 ซึ่งยกเลิกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 297 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายวิจัยที่เข้าเงื่อนไข สิทธินี้ไม่มีวันสิ้นสุดในตัวบท รายจ่ายเดียวกันยังลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามปกติได้อีก 100% ผลรวมจึงเท่ากับ 2 เท่าของรายจ่าย สวทช. เรียกมาตรการนี้ว่า "ภาษี 200%"

มาตรา 5 เคยให้ยกเว้นเพิ่มอีกร้อยละ 100 สำหรับรายจ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2562 รวมเป็น 3 เท่า แต่จำกัดสิทธิรวมไม่เกินสัดส่วนของรายได้ในรอบบัญชีเดียวกัน คือร้อยละ 60 ของรายได้ส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ร้อยละ 9 ของส่วนที่เกิน 50 ล้านถึง 200 ล้านบาท และร้อยละ 6 ของส่วนที่เกิน 200 ล้านบาท ช่วงเวลานี้สิ้นสุดแล้ว ข้อความที่อ้างสิทธิ 300% สำหรับรายจ่ายปี 2563 เป็นต้นไปจึงไม่มีฐานในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้

สวทช. สรุปว่าประโยชน์ทางภาษีเท่ากับประมาณ 20% ของรายจ่ายวิจัยต่อปี ซึ่งมาจากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราทั่วไป 20% คูณกับส่วนยกเว้นเพิ่ม 100% บริษัทที่ใช้อัตรา SME จะประหยัดได้น้อยกว่านี้ เพราะกำไรส่วนแรกเสียภาษีในอัตราต่ำกว่า

2) งานแบบใดนับเป็นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 391 ข้อ 2 แบ่งงานที่เข้าเงื่อนไขเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่ทำอย่างเป็นระบบ มีความแปลกใหม่ และใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ปัญหา ได้แก่ การวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ และการพัฒนาเชิงทดลอง กลุ่มที่สองคือนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมด้านกระบวนการ

ประกาศระบุชัดว่าการพัฒนาเชิงทดลองไม่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามปกติหรือตามรอบเวลาของผลิตภัณฑ์ ระบบผลิต กรรมวิธี การให้บริการ หรือกิจกรรมที่กำลังดำเนินงาน แม้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้ดีขึ้นก็ตาม งานปรับสูตรตามฤดูกาล งานบำรุงรักษาระบบ หรือการอัปเดตซอฟต์แวร์ตามรอบ จึงมักไม่ผ่านการรับรอง สวทช. ยังมีหลักเกณฑ์แยกสำหรับโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์

3) ผู้รับทำวิจัยต้องอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

สิทธิตามมาตรา 4 ใช้กับรายจ่ายที่จ่ายให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดเท่านั้น สวทช. ระบุว่าผู้ทำวิจัยต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรให้เป็นผู้รับทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีชื่อลงในประกาศอธิบดี ผู้ที่ยังไม่มีชื่อต้องยื่นแบบคำขอ ว.พ.01

ก่อนทำสัญญาจ้างวิจัยกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หรือบริษัทเอกชน ให้ตรวจรายชื่อในหน้าประกาศของกรมสรรพากรก่อน ถ้าบริษัททำวิจัยเองในศูนย์วิจัยของตน ตัวศูนย์วิจัยนั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนเป็นผู้รับทำการวิจัยด้วย รายชื่อองค์กรที่ผ่าน RDIMS ของ สวทช. แสดงทั้งชื่อบริษัทและหน่วยวิจัยภายในที่เป็นผู้รับทำการวิจัย

4) ช่องทางที่ 1: Pre-approval รายโครงการผ่าน RDC Online

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นแบบคำขอรับรองโครงการผ่านระบบ RDC Online ต่อ สวทช. ไม่จำกัดมูลค่าโครงการ มีสองช่องทาง ช่องทางปกติจะส่งผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนเสนอคณะกรรมการ ส่วนช่องทางด่วนเสนอคณะกรรมการได้โดยตรง ใช้กับโครงการรับจ้างวิจัย โครงการร่วมวิจัย โครงการที่ได้รับทุนจากภาครัฐ และโครงการขององค์กรที่ได้รับรองระบบ RDIMS

เอกสารพื้นฐานคือข้อเสนอโครงการ สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของเจ้าของโครงการ และสำเนาแบบ ว.พ.01 ของผู้ทำวิจัยถ้ายังไม่มีชื่อในประกาศอธิบดี ช่องทางด่วนต้องแนบสัญญาจ้างวิจัย สัญญาร่วมวิจัย เอกสารทุนภาครัฐ หรือใบรับรอง RDIMS เพิ่ม ถ้าเปิดเผยสัญญาไม่ได้ ใช้แบบเอกสารรับรองการทำสัญญาที่ สวทช. กำหนดแทน

ค่าธรรมเนียมการขอรับรองแบบ Pre-approval ที่ สวทช. ประกาศคือ 21,000 บาทต่อโครงการ เรียกเก็บหลังตรวจความครบถ้วนเบื้องต้นแล้ว ถ้าไม่ชำระภายใน 15 วันปฏิทิน สวทช. อาจยกเลิกคำขอ และไม่คืนค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วทุกกรณี ผลพิจารณาของคณะกรรมการว่าเป็นงานวิจัยหรือไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด สวทช. ยังประกาศปรับหลักเกณฑ์หมวดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (หมวด 3.6) ให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 และหลักเกณฑ์ขยายระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 จึงควรใช้แบบฟอร์มฉบับล่าสุด

5) ช่องทางที่ 2: Self-declaration สำหรับองค์กรที่มีระบบ RDIMS

ประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 391 ข้อ 4 ให้บริษัทนำรายจ่ายวิจัยมาใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องให้ สวทช. รับรองรายโครงการก่อน เมื่อครบทุกเงื่อนไข ได้แก่ (1) โครงการมีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท (2) บริษัทเคยทำวิจัยตามโครงการที่ สวทช. รับรองมาแล้ว (3) บริษัทผ่านการตรวจประเมินระบบบริหารการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (RDIMS) และขึ้นทะเบียนกับ สวทช. (4) แนบแบบรับรองรายจ่าย ว.พ.04 และเอกสารแสดงรายละเอียดรายจ่าย ว.พ.05 พร้อมการยื่น ภ.ง.ด.50 และ (5) จัดทำรายละเอียดโครงการฉบับเต็ม บันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานการวิจัยเก็บไว้ให้ตรวจภายหลัง

ข้อกำหนดระบบ RDIMS ฉบับปี 2566 มีผลตั้งแต่ 13 พฤศจิกายน 2566 และช่วงเปลี่ยนผ่านจากฉบับปี 2563 สิ้นสุดเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2567 องค์กรที่ได้รับรองตามข้อกำหนดเดิมจึงต้องตรวจว่าระบบของตนปรับเป็นฉบับปัจจุบันแล้ว

6) ห้ามใช้รายจ่ายเดียวกันกับสิทธิ BOI

มาตรา 6 ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 598 กำหนดว่าบริษัทที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีจากรายจ่ายวิจัยตามพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว ต้องไม่นำรายจ่ายนั้นไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และในหน้าคุณสมบัติผู้มีสิทธิ สวทช. สรุปว่าผู้ใช้สิทธิต้องไม่ใช่กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

บริษัทที่มีทั้งกิจการ BOI และกิจการที่ไม่ได้รับส่งเสริม จึงต้องแยกศูนย์ต้นทุนวิจัยให้ชัดว่าโครงการใดผูกกับกิจการใด และตรวจเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมกับมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแยกต่างหาก อย่าคิดสิทธิ BOI และสิทธิภาษี 200% ซ้อนกันบนรายจ่ายก้อนเดียว

7) ตัวอย่างคำนวณ

บริษัท ก. ใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% จ่ายค่าจ้างวิจัยพัฒนาวัสดุบรรจุภัณฑ์ให้ผู้รับทำการวิจัยที่มีชื่อในประกาศอธิบดี 3,000,000 บาท และโครงการได้รับรองแบบ Pre-approval แล้ว กำไรสุทธิทางภาษีหลังหักรายจ่ายวิจัยตามปกติคือ 10,000,000 บาท

เมื่อใช้สิทธิยกเว้นเพิ่ม 100% ของรายจ่าย 3,000,000 บาท กำไรที่ต้องเสียภาษีเหลือ 7,000,000 บาท ภาษีลดจาก 2,000,000 บาทเป็น 1,400,000 บาท ประหยัดได้ 600,000 บาท หรือ 20% ของรายจ่ายวิจัย ตรงกับที่ สวทช. สรุปไว้ โครงการ 3,000,000 บาทยังอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3 ล้านบาท จึงใช้ Self-declaration ได้ถ้าบริษัทผ่านเงื่อนไขอื่นครบ ส่วนโครงการ 3,200,000 บาทเกินเกณฑ์และต้องขอ Pre-approval

อีกกรณี ถ้ารายจ่ายเป็นงานปรับปรุงหน้าตาบรรจุภัณฑ์ตามรอบการตลาดโดยไม่มีความแปลกใหม่ทางเทคนิค คณะกรรมการมักไม่รับรอง บริษัทยังหักรายจ่ายตามปกติได้ แต่จะไม่ได้ส่วนยกเว้นเพิ่ม

8) เอกสารที่ควรเก็บสำหรับการตรวจภายหลัง

สำหรับเส้นทาง Self-declaration ประกาศ ฉบับที่ 391 ข้อ 4 (5) กำหนดให้เก็บรายละเอียดโครงการฉบับเต็ม บันทึกการวิจัย สรุปผล และรายงานไว้ประกอบการตรวจ ส่วนโครงการ Pre-approval ก็ควรเก็บชุดเดียวกันเพื่อพิสูจน์รายจ่ายจริง เอกสารขั้นต่ำต่อโครงการมีดังนี้

  • •ใบรับรองโครงการจาก สวทช. หรือใบรับรองระบบ RDIMS และฉบับแก้ไขทุกครั้ง
  • •สัญญาจ้างหรือสัญญาร่วมวิจัย ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และหลักฐานการจ่ายเงินที่ตรงกับผู้รับทำการวิจัยในประกาศอธิบดี
  • •แบบ ว.พ.04 และ ว.พ.05 ที่แนบกับ ภ.ง.ด.50 พร้อมตารางกระทบยอดรายจ่ายโครงการกับบัญชีแยกประเภท
  • •บันทึกการวิจัย ผลการทดลอง รายงานสรุป และหลักฐานว่าแยกรายจ่ายออกจากกิจการ BOI แล้ว

ขอบเขตของบทความ

บทความนี้สรุปตัวบทและหน้าบริการของหน่วยงาน ณ วันที่ตรวจ ไม่ใช่การรับรองว่าโครงการใดจะได้สิทธิ การพิจารณาความเป็นงานวิจัยเป็นอำนาจของคณะกรรมการ สวทช. และการใช้สิทธิยังอยู่ภายใต้การตรวจของกรมสรรพากร

สรุป

ก่อนวางงบวิจัย ให้ตรวจสามเรื่อง คือ ผู้รับทำวิจัยมีชื่อในประกาศอธิบดีหรือไม่ โครงการควรใช้ Pre-approval หรือเข้าเงื่อนไข Self-declaration และรายจ่ายผูกกับกิจการ BOI หรือไม่ ทีมบัญชีของเราช่วยจัดศูนย์ต้นทุน กระทบยอดรายจ่ายกับแบบ ว.พ.04/ว.พ.05 และเตรียมเอกสารประกอบ ภ.ง.ด.50 ได้ สอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อขอใบเสนอราคา

ติดต่อขอคำปรึกษา

คำถามที่พบบ่อย

ปัจจุบันยังหักรายจ่ายวิจัยได้ 300% หรือไม่?+

ไม่ได้ สิทธิยกเว้นเพิ่มตามมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 598 ใช้เฉพาะรายจ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2562 รายจ่ายปัจจุบันได้ยกเว้นร้อยละ 100 ตามมาตรา 4 รวมกับรายจ่ายปกติเป็น 200%

ประหยัดภาษีได้เท่าไร?+

สำหรับบริษัทที่เสียภาษีอัตรา 20% ประหยัดได้ประมาณ 20% ของรายจ่ายวิจัยที่เข้าเงื่อนไข เช่น รายจ่าย 3,000,000 บาท ประหยัดภาษีประมาณ 600,000 บาท บริษัท SME อาจได้น้อยกว่าเพราะอัตราภาษีช่วงแรกต่ำกว่า

ทำวิจัยเองในบริษัทได้สิทธิหรือไม่?+

ได้ แต่ผู้ทำวิจัย ซึ่งรวมถึงหน่วยวิจัยภายในบริษัท ต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรให้เป็นผู้รับทำการวิจัยและมีชื่อในประกาศอธิบดี และโครงการต้องได้รับรองจาก สวทช. หรือเข้าเงื่อนไข Self-declaration

Self-declaration ใช้กับโครงการขนาดเท่าใด?+

โครงการมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท บริษัทต้องเคยมีโครงการที่ สวทช. รับรอง ผ่านการรับรองระบบ RDIMS และแนบแบบ ว.พ.04/ว.พ.05 กับ ภ.ง.ด.50

ค่าธรรมเนียม 21,000 บาทคืออะไร?+

เป็นค่าธรรมเนียมการขอรับรองโครงการแบบ Pre-approval ที่ สวทช. ประกาศต่อโครงการ เรียกเก็บหลังตรวจความครบถ้วนเบื้องต้น และไม่คืนหลังชำระแล้ว

กิจการ BOI ใช้สิทธินี้ได้หรือไม่?+

มาตรา 6 ห้ามนำรายจ่ายที่ใช้สิทธินี้ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีของกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน และ สวทช. สรุปคุณสมบัติว่าผู้ใช้สิทธิต้องไม่ใช่กิจการที่ได้รับการส่งเสริม บริษัทที่มีทั้งสองกิจการต้องแยกรายจ่ายให้ชัด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด →
Loading related articles
จ.–ศ. 09:00–18:00ตอบกลับวันทำการ