1. ขอคืนเป็นเงินสดหรือทบยอดไปเดือนถัดไป
การทบยอดภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายในเดือนถัดไปเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดในทางเอกสารเพราะไม่ต้องยื่นคำร้องขอคืนและไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเป็นพิเศษ แต่สำหรับกิจการที่มีสัดส่วนขายส่งออกสูง ยอดสะสมอาจไม่มีวันหมดไปเองเพราะภาษีขายในประเทศที่จะมาหักกลบมีน้อยเกินไป เมื่อยอดค้างเติบโตข้ามปีบัญชี เงินก้อนนั้นกลายเป็นต้นทุนทางการเงินที่จมอยู่โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ และยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งยากต่อการอธิบายที่มาหากภายหลังตัดสินใจขอคืน
การยื่นขอคืนเป็นเงินสดตามแบบ ค.10 แนบท้ายแบบ ภ.พ. 30 เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานเลือกกิจการเข้าสู่กระบวนการตรวจคืนซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าการยื่นแบบปกติมาก แต่สำหรับกิจการที่มีกระแสเงินสดตึงตัวหรือมีสัดส่วนส่งออกสูงต่อเนื่องหลายปี การขอคืนยังคงคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้เงินจมอยู่ในระบบภาษี เพราะเงินคืนที่ได้กลับมาสามารถนำไปหมุนในธุรกิจได้จริงแทนที่จะเป็นตัวเลขในบัญชีลูกหนี้กรมสรรพากรที่ไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อใด
การตัดสินใจที่ดีจึงต้องมองย้อนหลังอย่างน้อยสองถึงสามรอบปีเพื่อดูแนวโน้มของยอดสะสม หากยอดค้างมีแนวโน้มลดลงเองจากสัดส่วนขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น การทบยอดต่ออาจสมเหตุสมผลกว่า แต่หากแนวโน้มชี้ว่ายอดค้างจะโตต่อเนื่องเพราะโครงสร้างธุรกิจเป็นผู้ส่งออกเต็มรูปแบบ การเตรียมเอกสารเพื่อขอคืนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสะสมเอกสารที่กระจัดกระจายในภายหลัง


