Skip to main content

บริการกฎหมาย

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา

แฟรนไชส์ที่ขายได้เร็วแต่เอกสารไม่รัดกุม มักกลับมาเป็นคดีในปีที่สาม

สรุปย่อ (AI Quick Answer)

การขายแฟรนไชส์ต้องเตรียมสามชั้นให้สอดคล้องกัน ชั้นแรกคือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ในหมวดสินค้าและบริการที่ตรงกับธุรกิจจริง ชั้นที่สองคือสัญญาแฟรนไชส์ที่ระบุขอบเขตพื้นที่ อายุสัญญา ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าตอบแทนรายเดือน มาตรฐานการดำเนินงาน และเหตุเลิกสัญญา ชั้นที่สามคือชุดเอกสารเปิดเผยข้อมูลก่อนลงนามที่ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจต้นทุนและความเสี่ยงจริง ทั้งหมดต้องไม่มีข้อกำหนดที่จำกัดการแข่งขันเกินสมควรตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ค่าบริการเริ่ม 55,000 บาทต่อชุดสัญญา

เริ่ม ฿55,000 ค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนภาคผนวกและจำนวนภาษาของเอกสาร ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและค่าธรรมเนียมจดสัญญาอนุญาตใช้สิทธิเป็นรายการแยก ต้องยืนยันอัตราปัจจุบันกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา · ชุดสัญญาฉบับแรกโดยทั่วไป 3–5 สัปดาห์ การจดเครื่องหมายการค้าใช้เวลานานกว่าและขึ้นกับคิวพิจารณา

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา โดยทนายความ Thai Law & Accounting
ทีมทนายความของเราดูแล สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา ครบวงจร ทั่วประเทศไทย

เหมาะกับใคร

  • เจ้าของร้านอาหารหรือค้าปลีกที่เริ่มมีผู้สนใจซื้อสิทธิขยายสาขา
  • แบรนด์ต่างประเทศที่มองหาผู้รับสิทธิหลักในประเทศไทย
  • ผู้ประกอบการไทยที่จะรับสิทธิแฟรนไชส์จากเจ้าของแบรนด์ต่างชาติ
  • กิจการที่ขยายสาขาด้วยข้อตกลงปากเปล่าและต้องการจัดเอกสารให้ถูกต้องย้อนหลัง
  • เจ้าของแบรนด์ที่มีผู้รับสิทธิละเลยมาตรฐานและต้องการยุติสัญญา

สิ่งที่ลูกค้าได้รับ

  • ตรวจสถานะเครื่องหมายการค้าและช่องว่างของหมวดที่ยังไม่ได้จด
  • สัญญาแฟรนไชส์ฉบับสมบูรณ์สองภาษาพร้อมภาคผนวกมาตรฐานการดำเนินงาน
  • สัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้าแยกฉบับเมื่อโครงสร้างจำเป็น
  • ชุดเอกสารเปิดเผยข้อมูลก่อนลงนามและแบบรับทราบของผู้ซื้อสิทธิ
  • การตรวจข้อกำหนดที่อาจขัดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
  • แนวทางภาษีของค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์และค่าตอบแทนที่จ่ายออกต่างประเทศ

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือคำขอที่ยื่นไว้
  • คู่มือการดำเนินงานและมาตรฐานร้านฉบับที่ใช้อยู่
  • โครงสร้างต้นทุนการเปิดสาขาและตัวเลขผลประกอบการที่จะใช้อ้างอิง
  • สัญญาหรือข้อตกลงกับผู้รับสิทธิรายเดิมทุกฉบับ
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้ให้สิทธิและผู้รับสิทธิ

ขั้นตอนการทำงาน

กระบวนการ 6 ขั้น

  1. 1

    ยึดสิทธิในแบรนด์ให้มั่นก่อน

    ถ้าเครื่องหมายการค้ายังไม่จดในหมวดที่ขายจริง สิ่งที่นำไปให้สิทธิผู้อื่นก็ยังไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ

  2. 2

    แปลงคู่มือปฏิบัติงานเป็นภาคผนวกที่บังคับได้

    มาตรฐานที่เขียนลอย ๆ ในคู่มือใช้เลิกสัญญาไม่ได้ ต้องอ้างอิงเป็นข้อผูกพันในสัญญา

  3. 3

    กำหนดพื้นที่และค่าตอบแทนให้ชัด

    ขอบเขตพื้นที่ สิทธิเปิดสาขาเพิ่ม และวิธีคำนวณค่าตอบแทนคือสามข้อที่เป็นเหตุพิพาทมากที่สุด

  4. 4

    จัดชุดเอกสารเปิดเผยข้อมูล

    ตัวเลขผลประกอบการที่นำไปเสนอต้องมีที่มาและระบุข้อจำกัด ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน

  5. 5

    ตรวจข้อจำกัดการแข่งขัน

    ข้อห้ามแข่งขันหลังเลิกสัญญาและการบังคับซื้อวัตถุดิบต้องอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายยอมรับได้

  6. 6

    วางกลไกเลิกสัญญาและส่งคืนแบรนด์

    สัญญาต้องระบุขั้นตอนเตือน ระยะแก้ไข การถอดป้าย และการคืนข้อมูลลูกค้าเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุด

บทวิเคราะห์เชิงลึก

สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา ทำงานจริงอย่างไรตามกฎหมายและมาตรฐานไทย

เจ้าของแบรนด์ที่อยากขยายกิจการผ่านระบบแฟรนไชส์ และนักลงทุนที่อยากซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ต่างชาติเข้ามาเปิดในประเทศไทย มักเริ่มต้นจากการเจรจาตัวเลขค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าลิขสิทธิ์รายเดือนก่อนที่จะไปดูโครงสร้างสัญญาและการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างจริงจัง ผลคือหลายกรณีลงนามสัญญาไปแล้วจึงมาพบว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้ยังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย หรือโครงสร้างการถือหุ้นของผู้รับสิทธิ์ขัดกับข้อจำกัดการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

1. โครงสร้างสัญญาแฟรนไชส์และขอบเขตสิทธิ์ที่ต้องกำหนดให้ชัดตั้งแต่ต้น

สัญญาแฟรนไชส์ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ระบุค่าธรรมเนียมและระยะเวลา แต่ต้องกำหนดขอบเขตสิทธิ์ที่ผู้รับสิทธิ์ได้รับอย่างละเอียด ตั้งแต่สิทธิ์ในการใช้เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต คู่มือปฏิบัติงาน ไปจนถึงระบบซัพพลายเชนที่ต้องซื้อวัตถุดิบจากผู้ให้สิทธิ์หรือคู่ค้าที่กำหนด กฎหมายไทยไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์เฉพาะ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาถูกกำกับด้วยหลักกฎหมายสัญญาทั่วไปและกฎหมายเฉพาะทางที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาของสัญญาต้องเขียนให้ครอบคลุมด้วยตัวเองมากกว่าพึ่งพากฎหมายเฉพาะที่ไม่มีอยู่

เงื่อนไขสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือระยะเวลาสัญญาและสิทธิ์ในการต่ออายุ เพราะผู้รับสิทธิ์ที่ลงทุนตกแต่งร้านและฝึกอบรมพนักงานจำนวนมากย่อมต้องการความชัดเจนว่าเมื่อครบกำหนดจะได้รับการต่อสัญญาภายใต้เงื่อนไขใด และผู้ให้สิทธิ์มีสิทธิ์ปฏิเสธการต่ออายุได้ในกรณีใดบ้าง หากสัญญาเขียนคลุมเครือในจุดนี้ ฝ่ายที่ลงทุนไปมากมักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อเกิดข้อพิพาทหลังหมดสัญญา

เราช่วยร่างและตรวจสัญญาแฟรนไชส์ทั้งฝั่งผู้ให้สิทธิ์และผู้รับสิทธิ์ โดยเน้นให้ขอบเขตสิทธิ์ เงื่อนไขการต่ออายุ และภาระผูกพันหลังสิ้นสุดสัญญาถูกเขียนไว้ชัดเจนเป็นตัวอักษร ไม่ปล่อยให้ตีความตามเจตนารมณ์ในภายหลัง เพราะข้อพิพาทแฟรนไชส์ส่วนใหญ่ที่เราพบเกิดจากถ้อยคำในสัญญาที่คลุมเครือมากกว่าความขัดแย้งเรื่องธุรกิจจริง

การทำงาน สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา โดยทีมทนายความและนักบัญชีของเรา
ขั้นตอนการทำงานจริงในสำนวน สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา

2. การเปิดเผยข้อมูลก่อนขายแฟรนไชส์และแนวปฏิบัติที่คุ้มครองทั้งสองฝ่าย

แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้ให้สิทธิ์ต้องจัดทำเอกสารเปิดเผยข้อมูลแฟรนไชส์ตามแบบมาตรฐานเหมือนบางประเทศ แต่แนวปฏิบัติที่ดีคือผู้ให้สิทธิ์ควรจัดเตรียมข้อมูลสำคัญให้ผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์พิจารณาก่อนตัดสินใจ เช่น งบการเงินย้อนหลังของสาขาต้นแบบ จำนวนสาขาที่เปิดและปิดตัวในช่วงที่ผ่านมา และภาระผูกพันด้านค่าใช้จ่ายที่ผู้รับสิทธิ์ต้องแบกรับนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแรกเข้า การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือเกินจริงอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องฐานฉ้อฉลหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จในภายหลัง

ในทางกลับกัน ผู้ซื้อแฟรนไชส์เองก็มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลด้วยความระมัดระวังตามสมควรก่อนลงนาม ไม่ใช่พึ่งพาคำโฆษณาหรือคำรับรองด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว การขอดูสัญญาฉบับเต็มล่วงหน้า สอบถามผู้รับสิทธิ์รายอื่นที่เปิดสาขาอยู่แล้ว และปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายอิสระก่อนโอนเงินมัดจำ ล้วนเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน

เราช่วยผู้ให้สิทธิ์จัดทำชุดเอกสารเปิดเผยข้อมูลที่สมดุลระหว่างความโปร่งใสกับการรักษาความลับทางธุรกิจ และช่วยผู้ซื้อแฟรนไชส์ตรวจสอบเอกสารที่ได้รับก่อนตัดสินใจ รวมถึงตั้งคำถามเฉพาะจุดที่ผู้ให้สิทธิ์มักหลีกเลี่ยงตอบ เช่น อัตราการปิดตัวของสาขาในช่วงสามปีที่ผ่านมา

3. การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและบันทึกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์

หัวใจของธุรกิจแฟรนไชส์คือเครื่องหมายการค้าและอัตลักษณ์แบรนด์ที่ผู้ให้สิทธิ์อนุญาตให้ผู้รับสิทธิ์นำไปใช้ หากเครื่องหมายการค้ายังไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย ผู้ให้สิทธิ์มีความเสี่ยงที่บุคคลอื่นจะจดทะเบียนเครื่องหมายที่คล้ายคลึงก่อน หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่ผู้รับสิทธิ์เดิมเมื่อยุติความสัมพันธ์แล้วจะยังคงใช้เครื่องหมายต่อไปโดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนคุ้มครองชัดเจน แบรนด์ต่างชาติที่จะขยายเข้าไทยจึงควรยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยให้แล้วเสร็จหรืออย่างน้อยยื่นคำขอไว้ก่อนเริ่มเจรจาขายแฟรนไชส์อย่างจริงจัง

นอกจากการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเองแล้ว กฎหมายไทยยังกำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าควรบันทึกต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกและเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของเครื่องหมายกับผู้ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ การไม่บันทึกสัญญาไม่ได้ทำให้สัญญาเป็นโมฆะระหว่างคู่สัญญา แต่ทำให้การพิสูจน์สิทธิ์ต่อบุคคลภายนอกหรือในชั้นศาลยุ่งยากขึ้นหากเกิดข้อพิพาทเรื่องการใช้เครื่องหมายโดยไม่ได้รับอนุญาต

เราช่วยตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทยก่อนที่ลูกค้าจะลงนามสัญญาแฟรนไชส์ ดำเนินการยื่นจดทะเบียนหรือบันทึกสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และวางระบบติดตามอายุการคุ้มครองเพื่อไม่ให้เครื่องหมายขาดการต่ออายุระหว่างที่เครือข่ายแฟรนไชส์กำลังขยายตัว

เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในงาน สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา
เอกสารและหลักฐานที่ต้องจัดชุดก่อนยื่นต่อหน่วยงาน

4. โครงสร้างพื้นที่ ค่าลิขสิทธิ์ และเงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างสาขา

การกำหนดพื้นที่ให้สิทธิ์แต่ผู้เดียวหรือพื้นที่ที่ไม่ผูกขาดเป็นจุดที่ต้องเจรจาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะหากผู้ให้สิทธิ์อนุญาตให้ผู้รับสิทธิ์รายใหม่เปิดสาขาใกล้กับสาขาเดิมโดยไม่มีข้อตกลงเรื่องระยะห่างที่ชัดเจน ผู้รับสิทธิ์รายเดิมอาจเห็นว่ายอดขายของตนถูกแย่งไปและนำไปสู่ข้อพิพาท สัญญาที่ดีควรระบุระยะห่างขั้นต่ำระหว่างสาขาเป็นตัวเลขที่วัดได้ หรือกำหนดพื้นที่ผูกขาดตามเขตการปกครองที่ชัดเจน แทนที่จะใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ เช่น พื้นที่ใกล้เคียงซึ่งตีความได้หลายแบบ

โครงสร้างค่าลิขสิทธิ์มีได้หลายรูปแบบ ทั้งอัตราคงที่รายเดือน อัตราร้อยละของยอดขาย หรือแบบผสมที่มีทั้งค่าธรรมเนียมขั้นต่ำบวกกับส่วนแบ่งจากยอดขายที่เกินเป้า แต่ละรูปแบบมีผลต่อกระแสเงินสดและแรงจูงใจของผู้รับสิทธิ์แตกต่างกัน ค่าธรรมเนียมคงที่ทำให้ผู้ให้สิทธิ์มีรายได้แน่นอนแต่ไม่ได้รับส่วนแบ่งเมื่อสาขาทำยอดขายดีมาก ในขณะที่อัตราร้อยละของยอดขายผูกผลประโยชน์ของสองฝ่ายเข้าด้วยกันแต่ต้องมีกลไกตรวจสอบยอดขายที่ผู้รับสิทธิ์รายงานอย่างน่าเชื่อถือ

เราช่วยออกแบบโครงสร้างพื้นที่และค่าลิขสิทธิ์ให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย พร้อมร่างกลไกตรวจสอบยอดขาย เช่น การเชื่อมระบบขายหน้าร้านกับสำนักงานใหญ่หรือการกำหนดสิทธิ์เข้าตรวจสอบบัญชีของสาขาเป็นระยะ เพื่อลดข้อพิพาทเรื่องความไม่โปร่งใสของตัวเลขยอดขายซึ่งเป็นสาเหตุข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในเครือข่ายแฟรนไชส์

5. ข้อจำกัดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าในสัญญาแฟรนไชส์

สัญญาแฟรนไชส์มักมีเงื่อนไขที่จำกัดพฤติกรรมของผู้รับสิทธิ์ เช่น ห้ามขายสินค้าของคู่แข่งในพื้นที่เดียวกัน ห้ามตั้งราคาต่ำกว่าที่กำหนด หรือบังคับให้ซื้อวัตถุดิบจากผู้ให้สิทธิ์เท่านั้น เงื่อนไขเหล่านี้แม้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจแฟรนไชส์ แต่หากผู้ให้สิทธิ์มีอำนาจตลาดในระดับสูงหรือใช้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมเพื่อกีดกันคู่แข่งรายอื่น อาจเข้าข่ายพฤติกรรมที่กฎหมายการแข่งขันทางการค้าห้ามไว้ โดยเฉพาะการกำหนดราคาขายปลีกที่ตายตัวโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ หรือการผูกขาดแหล่งวัตถุดิบในลักษณะที่ปิดกั้นผู้รับสิทธิ์ไม่ให้แข่งขันได้อย่างเสรี

การประเมินว่าเงื่อนไขใดในสัญญาเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมทางการค้าต้องพิจารณาบริบทของตลาดนั้นโดยเฉพาะ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเน้นผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโดยรวมมากกว่าเนื้อหาของสัญญาแต่ละฉบับ ผู้ให้สิทธิ์ที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่จึงควรทบทวนเงื่อนไขสัญญามาตรฐานเป็นระยะ โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องราคาขายและแหล่งจัดซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า

เราให้คำแนะนำเชิงป้องกันแก่ผู้ให้สิทธิ์ที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมากโดยตรวจสอบเงื่อนไขสัญญามาตรฐานเทียบกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และช่วยผู้รับสิทธิ์ที่รู้สึกว่าตนถูกกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมประเมินว่ามีช่องทางเจรจาหรือร้องเรียนได้หรือไม่ก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย

6. มาสเตอร์แฟรนไชส์สำหรับแบรนด์ต่างชาติและข้อจำกัดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

แบรนด์ต่างชาติที่ต้องการเข้าตลาดไทยมักเลือกโครงสร้างมาสเตอร์แฟรนไชส์ โดยให้สิทธิ์แก่นิติบุคคลในไทยเป็นผู้บริหารเครือข่ายทั้งหมดแทนการขายสิทธิ์ให้ผู้รับสิทธิ์รายย่อยโดยตรง โครงสร้างนี้ช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดภาระบริหารในประเทศที่ตนไม่มีความคุ้นเคย แต่ก็ต้องพิจารณาว่ากิจกรรมของมาสเตอร์แฟรนไชส์เข้าข่ายธุรกิจที่คนต่างด้าวถูกจำกัดหรือต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ โดยเฉพาะหากเจ้าของแบรนด์ต่างชาติถือหุ้นในนิติบุคคลไทยที่เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์เกินกว่าสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดในธุรกิจบริการบางประเภท

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือการรับค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์และค่าลิขสิทธิ์จากมาสเตอร์แฟรนไชส์ในไทยกลับไปยังเจ้าของแบรนด์ในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรับบริการหรือใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาจากต่างประเทศ และต้องนำมาพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวว่ากิจกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการให้บริการในประเทศไทยโดยนิติบุคคลต่างด้าวหรือไม่ หากโครงสร้างไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น อาจเกิดปัญหาทั้งด้านการอนุญาตและด้านภาษีที่ต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งมักมีต้นทุนสูงกว่าการวางโครงสร้างให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

เราให้คำปรึกษาแก่แบรนด์ต่างชาติที่วางแผนเข้าตลาดไทยผ่านมาสเตอร์แฟรนไชส์ ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นที่สอดคล้องกับข้อจำกัดของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การพิจารณาว่าจำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ ไปจนถึงการวางโครงสร้างการจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามพรมแดนให้สอดคล้องกับทั้งกฎหมายธุรกิจและกฎหมายภาษี

7. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการบันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์

ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าลิขสิทธิ์ที่ผู้รับสิทธิ์จ่ายให้ผู้ให้สิทธิ์ในประเทศไทยถือเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และผู้จ่ายมีหน้าที่นำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา หากผู้ให้สิทธิ์อยู่ต่างประเทศ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและสิทธิประโยชน์ที่อาจได้รับจากอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศที่ผู้ให้สิทธิ์ตั้งอยู่จะเป็นปัจจัยที่ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณี เนื่องจากอัตราที่แท้จริงอาจแตกต่างจากอัตรามาตรฐานภายในประเทศ และควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีให้แน่ชัดก่อนกำหนดโครงสร้างการจ่ายเงิน

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์และค่าลิขสิทธิ์ยังเข้าข่ายเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหากผู้ให้สิทธิ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทย ส่วนกรณีจ่ายให้ผู้ให้สิทธิ์ต่างประเทศ ผู้รับสิทธิ์ในไทยมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนตามหลักการนำส่งภาษีจากการใช้บริการจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาระที่ผู้รับสิทธิ์ต้องวางแผนกระแสเงินสดรองรับ เพราะเป็นภาระที่แยกต่างหากจากค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้สิทธิ์โดยตรง ในด้านบัญชี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าโดยทั่วไปควรพิจารณาว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ให้ประโยชน์ต่อเนื่องในหลายรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญาแทนที่จะรับรู้ทั้งจำนวนในปีแรก

เราให้คำแนะนำร่วมกันระหว่างทีมกฎหมายและทีมบัญชีเกี่ยวกับโครงสร้างการจ่ายค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศ ตรวจสอบภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกี่ยวข้อง พร้อมวางแนวทางบันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าลิขสิทธิ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ใช้อยู่ เพื่อไม่ให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อนจากเงื่อนไขสัญญาจริง

8. การยุติสัญญา ข้อพิพาท และภาระผูกพันหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์แฟรนไชส์

ข้อพิพาทแฟรนไชส์ที่พบบ่อยเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยุติสัญญาก่อนกำหนด ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้สิทธิ์ที่เห็นว่าผู้รับสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพ หรือผู้รับสิทธิ์ที่เห็นว่าผู้ให้สิทธิ์ไม่สนับสนุนตามที่ตกลงไว้ สัญญาที่ดีต้องระบุเหตุแห่งการบอกเลิกสัญญาไว้อย่างชัดเจน แยกระหว่างเหตุที่บอกเลิกได้ทันทีเพราะเป็นการผิดสัญญาร้ายแรง กับเหตุที่ต้องแจ้งเตือนและให้โอกาสแก้ไขก่อนบอกเลิก เพราะการบอกเลิกสัญญาโดยไม่มีเหตุผลรองรับตามที่สัญญากำหนดอาจนำไปสู่การถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายที่ถูกบอกเลิก

เมื่อสัญญาสิ้นสุดไม่ว่าด้วยเหตุใด ภาระผูกพันหลังสิ้นสุดสัญญายังคงมีความสำคัญไม่แพ้ตัวสัญญาเอง เช่น หน้าที่ของผู้รับสิทธิ์ในการหยุดใช้เครื่องหมายการค้าและถอดป้ายร้านทันที การส่งคืนหรือทำลายวัตถุดิบและวัสดุที่มีตราสินค้าคงเหลือ และข้อตกลงห้ามประกอบธุรกิจแข่งขันในพื้นที่เดิมช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังสิ้นสุดสัญญา ซึ่งต้องกำหนดระยะเวลาและพื้นที่ให้สมเหตุสมผล ไม่กว้างเกินจนอาจถูกศาลพิจารณาว่าเป็นการจำกัดสิทธิ์เกินความจำเป็นและไม่มีผลบังคับใช้

เราช่วยลูกค้าทั้งสองฝั่งเตรียมแผนรับมือก่อนที่จะเกิดข้อพิพาทจริง โดยตรวจสอบเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาและภาระผูกพันหลังสิ้นสุดสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นร่างสัญญา และเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นจริง เราช่วยประเมินจุดยืนทางกฎหมายของแต่ละฝ่ายก่อนตัดสินใจว่าจะเจรจาไกล่เกลี่ยหรือดำเนินคดี เพราะการฟ้องร้องมักใช้เวลานานและมีต้นทุนสูงกว่าการยุติข้อพิพาทด้วยการเจรจาที่มีข้อมูลรองรับชัดเจน

โครงสร้างค่าใช้จ่ายจริง

แยกค่าธรรมเนียมราชการกับค่าวิชาชีพให้เห็นชัด

ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบจริงในงานของสำนักงาน ใช้ประเมินงบก่อนตัดสินใจได้ และเมื่อเปิดสำนวนจริงเราจะออกใบเสนอราคาที่ระบุทุกรายการก่อนเริ่มงาน

รายการค่าธรรมเนียมราชการค่าวิชาชีพของเราหมายเหตุ
ร่างและตรวจสัญญาแฟรนไชส์ฉบับหลักอากรแสตมป์ตามมูลค่าที่ระบุในสัญญาตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด60,000–150,000 บาท ตามความซับซ้อนของโครงสร้างสิทธิ์ควรทำก่อนเริ่มเจรจาตัวเลขค่าธรรมเนียมกับผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์
ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยค่าธรรมเนียมราชการ ประมาณ 1,000–9,000 บาท ต่อจำพวกสินค้า ตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด (ควรตรวจสอบอัตราล่าสุด)20,000–40,000 บาท ต่อคำขอ รวมการตรวจค้นความซ้ำซ้อนก่อนยื่นควรยื่นก่อนเริ่มขายแฟรนไชส์ในประเทศไทยเสมอ
บันทึกสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาค่าธรรมเนียมราชการตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนด (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน)15,000–30,000 บาท ต่อคำขอบันทึกสัญญาไม่บันทึกไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ แต่ทำให้พิสูจน์สิทธิ์ต่อบุคคลภายนอกยากขึ้น
วางโครงสร้างมาสเตอร์แฟรนไชส์และประเมินข้อจำกัดตามกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าวค่าธรรมเนียมขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ถ้าจำเป็น) ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด80,000–200,000 บาท ตามความซับซ้อนของโครงสร้างการถือหุ้นควรประเมินก่อนตั้งนิติบุคคลไทยเพื่อรับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์
ตรวจสอบภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าธรรมเนียมข้ามพรมแดนอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กรมสรรพากรกำหนด ควรยืนยันอัตราที่แท้จริงกับกรมสรรพากรเป็นรายกรณี30,000–70,000 บาท สำหรับการตรวจสอบและวางโครงสร้างการจ่ายควรตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนก่อนกำหนดอัตราหัก ณ ที่จ่าย
วางระบบบัญชีรับรู้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าลิขสิทธิ์ไม่มีค่าธรรมเนียมราชการโดยตรงเริ่มต้น 25,000–60,000 บาทสำหรับการจัดตั้ง ส่วนงานบัญชีประจำเดือนคิดเป็นรายการต่างหากควรวางแนวทางก่อนรับค่าธรรมเนียมแรกเข้าจากสาขาแรก

กรณีศึกษาย่อ

งานจริงที่สำนักงานเคยทำ (ไม่ระบุตัวบุคคล)

รายละเอียดถูกปรับให้ไม่ระบุตัวบุคคลตามหน้าที่รักษาความลับของทนายความ ผลของแต่ละคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง

แบรนด์อาหารในประเทศที่ขายแฟรนไชส์ก่อนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

สถานการณ์
เจ้าของแบรนด์ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์อย่างรวดเร็วโดยยังไม่ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จนพบว่ามีบุคคลอื่นยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายที่คล้ายคลึงกันไปก่อนในบางจำพวกสินค้า
สิ่งที่เราทำ
เราตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนที่มีอยู่ ยื่นคัดค้านคำขอที่คล้ายคลึงกันภายในกำหนดเวลา และเร่งยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายของลูกค้าในจำพวกสินค้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครบถ้วน
ผลที่ได้
ลูกค้าได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคุ้มครองครบตามจำพวกสินค้าที่ใช้จริง และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกจำกัดการใช้เครื่องหมายของตนเองในอนาคต

มาสเตอร์แฟรนไชส์ต่างชาติที่โครงสร้างถือหุ้นขัดกับข้อจำกัดธุรกิจของคนต่างด้าว

สถานการณ์
แบรนด์ต่างชาติตั้งนิติบุคคลไทยเพื่อบริหารมาสเตอร์แฟรนไชส์โดยถือหุ้นข้างมากด้วยตนเอง แล้วพบภายหลังว่ากิจกรรมบริการที่วางแผนไว้เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
สิ่งที่เราทำ
เราประเมินขอบเขตกิจกรรมจริงเทียบกับบัญชีแนบท้ายของกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ และเสนอทางเลือกระหว่างขอใบอนุญาตหรือปรับสัดส่วนการถือหุ้นให้สอดคล้องกับข้อยกเว้นที่มีอยู่
ผลที่ได้
ลูกค้าเลือกยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและดำเนินกิจการมาสเตอร์แฟรนไชส์ต่อได้โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างการถือหุ้นเดิม

ข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ผูกขาดระหว่างผู้รับสิทธิ์สองรายในเครือข่ายเดียวกัน

สถานการณ์
ผู้รับสิทธิ์รายเดิมร้องเรียนว่าผู้ให้สิทธิ์อนุญาตให้ผู้รับสิทธิ์รายใหม่เปิดสาขาในระยะใกล้กันจนกระทบยอดขาย ทั้งที่สัญญาเดิมระบุเพียงคำว่าพื้นที่ใกล้เคียงโดยไม่มีตัวเลขระยะห่างชัดเจน
สิ่งที่เราทำ
เราตรวจสอบเจตนารมณ์ของคู่สัญญาจากเอกสารประกอบการเจรจาเดิม เจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างสองฝ่ายเพื่อกำหนดระยะห่างขั้นต่ำสำหรับสาขาที่จะเปิดในอนาคต และเสนอปรับสัญญาผู้รับสิทธิ์รายเดิมให้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนขึ้น
ผลที่ได้
ทั้งสองฝ่ายตกลงกำหนดระยะห่างขั้นต่ำเป็นตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับสาขาในอนาคต และยุติข้อพิพาทได้โดยไม่ต้องขึ้นสู่ชั้นศาล

เกณฑ์ตัดสินใจ

ควรเริ่มตอนไหน และตอนไหนที่รอได้

จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มเจรจาขายแฟรนไชส์อย่างจริงจัง

การขายแฟรนไชส์โดยไม่มีเครื่องหมายที่จดทะเบียนคุ้มครองสร้างความเสี่ยงทั้งต่อผู้ให้สิทธิ์และผู้รับสิทธิ์ในระยะยาว

กำหนดตัวเลขระยะห่างพื้นที่และเงื่อนไขต่ออายุสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ฉบับแรก

ถ้อยคำกว้าง ๆ ที่ตีความได้หลายแบบเป็นสาเหตุของข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในเครือข่ายแฟรนไชส์ที่ขยายตัวเร็ว

ไม่จำเป็นต้องรีบขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหากกิจกรรมของมาสเตอร์แฟรนไชส์ยังอยู่นอกเหนือบัญชีที่จำกัด

แต่ควรประเมินซ้ำทันทีที่ขอบเขตกิจกรรมเปลี่ยนไป เช่น เริ่มให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการขายสินค้าอย่างเดียว

จัดลำดับความสำคัญให้กับการตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนกำหนดโครงสร้างการจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามพรมแดน

อัตราภาษีจริงอาจแตกต่างจากที่คาดไว้เมื่อมีอนุสัญญาภาษีซ้อนเกี่ยวข้อง หากปล่อยไว้ท้ายสุดมักต้องปรับโครงสร้างการจ่ายเงินย้อนหลังซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

หากกำลังวางแผนขยายแบรนด์ผ่านระบบแฟรนไชส์ หรือกำลังพิจารณาซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์จากต่างประเทศเข้ามาบริหารในไทย ทีมกฎหมายและบัญชีของเราพร้อมช่วยตรวจสอบโครงสร้างสัญญา สถานะเครื่องหมายการค้า ข้อจำกัดตามกฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าว และภาระภาษีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนลงนาม เพื่อให้การขยายเครือข่ายเดินหน้าไปโดยมีความเสี่ยงทางกฎหมายที่ถูกจัดการไว้ล่วงหน้า

สอบถามทีมงาน

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

ไม่มีกฎหมายแฟรนไชส์เป็นฉบับเดียว ความสัมพันธ์อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายเครื่องหมายการค้า และกฎหมายการแข่งขันทางการค้าซึ่งมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ให้สิทธิ ดังนั้นความคุ้มครองของทั้งสองฝ่ายจึงมาจากคุณภาพของสัญญาเป็นหลัก และควรตรวจสอบประกาศที่ใช้บังคับอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าก่อนสรุปข้อกำหนด

ปรึกษา สัญญาแฟรนไชส์และการอนุญาตใช้แบรนด์ ตั้งแต่ชุดเอกสารถึงการเลิกสัญญา

ติดต่อขอคำปรึกษาผ่าน LINE โทร หรืออีเมล — ประเมินขอบเขตงานและเสนอราคาก่อนเริ่ม

ติดต่อเรา
contact@tla.co.thจ.–ส. 9–18น.15 นาที