Skip to main content

จ้างสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานกฎหมาย งานไหนควรอยู่กับใคร

คำตอบสั้น

งานที่วนซ้ำทุกเดือนและวัดผลด้วยตัวเลข เช่น บันทึกรายการ ยื่นแบบภาษี เงินเดือน ประกันสังคม และปิดงบประจำปี ควรอยู่กับสำนักงานบัญชีเพราะต้นทุนต่อรอบต่ำและมีระบบตรวจซ้ำ ส่วนงานที่ผลลัพธ์ผูกกับสิทธิและความรับผิด เช่น ร่างและตรวจสัญญา ข้อพิพาท ใบอนุญาต โครงสร้างผู้ถือหุ้น และการรับรองเอกสารเพื่อใช้ต่างประเทศ ต้องอยู่กับทนายความ เพราะความผิดพลาดแก้ด้วยการปรับตัวเลขไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อสำนักงานบัญชี (ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี)สำนักงานกฎหมาย (ทนายความและทนายผู้ทำคำรับรอง)
สิ่งที่ซื้อจริงความถูกต้องของตัวเลขและการยื่นตรงกำหนดความมั่นคงของสิทธิและการลดความรับผิด
รูปแบบค่าบริการที่พบทั่วไปรายเดือนตามปริมาณเอกสาร บวกค่าปิดงบรายปีต่อเรื่องหรือต่อขั้นตอน ขึ้นกับความซับซ้อนและชั้นศาล
ต้นทุนเมื่อคิดต่อปีคาดการณ์ได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะปริมาณงานสม่ำเสมอผันผวนตามเรื่องที่เข้ามา ปีที่ไม่มีข้อพิพาทแทบไม่มีค่าใช้จ่าย
ความเร็วในการเริ่มงานเริ่มได้ทันทีที่ส่งเอกสารชุดแรกครบเริ่มได้เมื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจความขัดกันของผลประโยชน์แล้ว
ตัวกำหนดความเร็วที่แท้จริงรอบยื่นตามปฏิทินภาษีที่เลื่อนไม่ได้คิวนัดของหน่วยงานหรือศาล และฝ่ายตรงข้าม
ขอบเขตที่ทำแทนได้ยื่นแบบภาษีและงบการเงินในฐานะผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีว่าความ เจรจา และรับรองลายมือชื่อในเอกสาร
ความเสี่ยงถ้าเลือกผิดฝ่ายสัญญาที่ไม่มีทนายตรวจอาจเสียเปรียบตอนบังคับใช้งบที่ไม่มีผู้ทำบัญชีดูอาจถูกประเมินย้อนหลัง
จุดที่สองฝ่ายต้องคุยกันตัวเลขที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีข้อสัญญาที่กำหนดว่าจะรับรู้รายได้เมื่อใด

เลือกทางนี้เมื่อสำนักงานบัญชี (ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี)

  • ต้องการปิดรอบภาษีให้ตรงเวลาทุกเดือนโดยไม่ต้องตามเอง
  • มีพนักงานประจำและต้องทำเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมพร้อมกัน
  • จะขอสินเชื่อหรือรับผู้ร่วมทุน จึงต้องมีงบที่อ่านได้และสอบยันได้
  • อยากรู้ต้นทุนต่อหน่วยและกำไรที่แท้จริงก่อนตั้งราคาใหม่

เลือกทางนี้เมื่อสำนักงานกฎหมาย (ทนายความและทนายผู้ทำคำรับรอง)

  • มีเอกสารที่คู่สัญญาอีกฝ่ายร่างมาให้เซ็นภายในกำหนดสั้น
  • ได้รับหนังสือทวงถาม หมายเรียก หรือคำสั่งจากหน่วยงาน
  • ต้องใช้เอกสารไทยในต่างประเทศ หรือใช้เอกสารต่างประเทศในไทย
  • จะเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือเงื่อนไขการออกจากธุรกิจ

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • หนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุดและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
  • งบการเงินปีล่าสุดที่ยื่นแล้ว พร้อมงบทดลองปีปัจจุบัน
  • สัญญาที่ยังมีผลผูกพันทั้งฝ่ายลูกค้าและฝ่ายผู้ขาย
  • ทะเบียนพนักงานพร้อมอัตราค่าจ้างและวันเริ่มงาน
  • หนังสือหรือคำสั่งจากหน่วยงานที่ได้รับในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. 1. แยกงานเป็นสองกอง

    เขียนรายการงานที่ต้องทำในหนึ่งปี แล้วทำเครื่องหมายว่างานใดมีกำหนดยื่นตามปฏิทิน และงานใดมีคู่กรณีหรือหน่วยงานที่ตัดสินผล กองแรกคืองานบัญชี กองที่สองคืองานกฎหมาย

    ระยะเวลา: ครึ่งวัน

  2. 2. ตรวจว่าใครถือใบอนุญาตที่ตรงกับงาน

    ขอดูเลขใบอนุญาตของผู้ที่จะลงชื่อในงานของท่าน ไม่ใช่เพียงชื่อสำนักงาน งานสอบบัญชีต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต งานรับรองลายมือชื่อต้องเป็นทนายความที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำคำรับรอง

    ระยะเวลา: 1–2 วัน

  3. 3. กำหนดจุดส่งต่อระหว่างสองฝ่าย

    ระบุให้ชัดว่าใครส่งอะไรให้ใครและเมื่อใด เช่น ทนายส่งสำเนาสัญญาที่แก้แล้วให้ฝ่ายบัญชีภายในเจ็ดวันหลังลงนาม และฝ่ายบัญชีส่งงบทดลองให้ทนายก่อนวันนัดพิจารณา

    ระยะเวลา: 1 สัปดาห์

  4. 4. รวมสองงานไว้ในรายงานฉบับเดียว

    ขอรายงานรายเดือนที่มีทั้งสถานะการยื่นแบบและสถานะเรื่องทางกฎหมายอยู่ในหน้าเดียว เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาระที่กำลังจะครบกำหนดทั้งสองด้านพร้อมกัน

    ระยะเวลา: ต่อเนื่องทุกเดือน

ข้อควรระวัง

  • ให้ผู้ทำบัญชีร่างสัญญาเพราะคิดว่าเป็นแบบฟอร์มทั่วไป แล้วพบว่าข้อกำหนดเรื่องการเลิกสัญญาใช้บังคับไม่ได้
  • ให้ทนายเก็บเอกสารบัญชีไว้ระหว่างคดี จนรอบยื่นภาษีเลยกำหนดโดยไม่มีใครรับผิดชอบ
  • เลือกผู้ให้บริการที่เสนอราคาต่ำสุดโดยไม่ถามว่าใครลงชื่อรับผิดชอบงาน
  • แจ้งข้อเท็จจริงไม่ตรงกันระหว่างสองสำนักงาน ทำให้เอกสารที่ยื่นขัดกันเอง
  • รอให้เรื่องกลายเป็นคดีก่อนจึงปรึกษาทนาย ทั้งที่แก้ที่ร่างสัญญาได้ตั้งแต่ต้นด้วยต้นทุนต่ำกว่า

คำถามที่พบบ่อย

จ้างที่เดียวที่ทำได้ทั้งสองอย่างดีกว่าหรือไม่

ดีกว่าเมื่อสองทีมอยู่ในสำนักงานเดียวและส่งข้อมูลกันได้โดยไม่ต้องผ่านลูกค้า เพราะลดโอกาสที่ตัวเลขกับข้อสัญญาไม่ตรงกัน แต่ควรตรวจว่ามีผู้ถือใบอนุญาตครบทั้งสองสายจริง ไม่ใช่สำนักงานบัญชีที่ส่งงานกฎหมายออกไปข้างนอกโดยที่ท่านไม่ทราบ

ถ้างบประมาณจำกัด ควรเริ่มจากฝ่ายไหนก่อน

เริ่มจากงานที่มีกำหนดเวลาบังคับก่อน เพราะการยื่นล่าช้ามีผลตามกฎหมายทันที เมื่อรอบยื่นเข้าที่แล้วจึงใช้งบส่วนที่เหลือให้ทนายตรวจสัญญาที่มีมูลค่าสูงสุดสองสามฉบับ ซึ่งมักคุ้มกว่าการตรวจทุกฉบับพร้อมกัน

ผู้สอบบัญชีตรวจสัญญาให้ได้หรือไม่

ผู้สอบบัญชีอ่านสัญญาเพื่อประเมินผลกระทบต่อการรับรู้รายการในงบได้ แต่การให้ความเห็นว่าข้อกำหนดนั้นบังคับได้เพียงใดหรือควรแก้ถ้อยคำอย่างไร เป็นงานของทนายความ สองบทบาทนี้ใช้แทนกันไม่ได้แม้เอกสารจะเป็นฉบับเดียวกัน

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องมีทั้งสองฝ่ายไหม

จำเป็นเมื่อมีคู่สัญญาภายนอก มีลูกจ้าง หรือมีทรัพย์สินที่จดทะเบียน เพราะทั้งสามอย่างสร้างภาระทางกฎหมายที่ตัวเลขไม่ครอบคลุม ถ้ายังเป็นกิจการเจ้าของคนเดียวที่ไม่มีลูกจ้างและไม่มีสัญญาระยะยาว การมีผู้ทำบัญชีอย่างเดียวก็เพียงพอในช่วงแรก

เปลี่ยนสำนักงานกลางปีทำได้หรือไม่

ทำได้ แต่ควรกำหนดวันตัดรอบให้ชัดและขอรับคืนเอกสารต้นฉบับพร้อมรหัสเข้าระบบยื่นแบบทั้งหมด จุดที่มักเป็นปัญหาคือรอบที่ยื่นค้างและงบทดลองที่ยังไม่กระทบยอด จึงควรตกลงเรื่องนี้เป็นหนังสือก่อนวันเปลี่ยน

จะรู้ได้อย่างไรว่าสำนักงานที่จ้างทำงานจริง

ขอหลักฐานการยื่นที่มีเลขรับของหน่วยงานทุกรอบ และขอรายงานความคืบหน้าของเรื่องทางกฎหมายที่ระบุวันที่ดำเนินการล่าสุด หากทั้งสองอย่างไม่มีให้ตรวจ ท่านไม่มีทางแยกได้ว่างานเสร็จหรือเพียงถูกเลื่อน

ไม่ใช่แค่รับทำ — เราเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย

คำถามที่ลูกค้าถามจริงไม่ใช่ว่าใครถูกกว่า แต่คือเมื่อเรื่องพลาดแล้วใครแก้ให้จบได้ในครั้งเดียว เราจึงจัดทีมให้ผู้ทำบัญชีและทนายความอ่านแฟ้มเดียวกัน คนที่ดูตัวเลขเห็นข้อสัญญาที่กำหนดการรับรู้รายได้ และคนที่ร่างสัญญาเห็นผลกระทบต่อภาระภาษีในรอบถัดไป ลูกค้าที่ไม่ต้องการบริหารสองผู้ให้บริการเองสามารถมอบทั้งกองงานให้เรา แล้วรับรายงานเดือนละฉบับที่บอกทั้งสิ่งที่ยื่นแล้วและสิ่งที่ยังต้องตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

ทีมทนายความและผู้สอบบัญชี Thai Law & Accounting Services · ตรวจทานโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ · ปรับปรุง 2026-08
ข้อมูล ณ สิงหาคม 2569 ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาของหน่วยงานราชการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ หรือให้ทีมเราตรวจสอบให้

contact@tla.co.thจ.–ส. 9–18น.15 นาที